เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 5 พฤษภาคม 2026 at 16:10.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม JetPark Auckland Airport Hotel อยู่ที่ ๑๓ องศาเซลเซียส พวกเราเตรียมตัวกันพร้อมเร็วมาก ยังไม่ทันจะ ๖ โมงเช้าก็ลงมาคืนห้องให้กับเขาแล้ว จากนั้นก็เข้าห้องอาหารที่เปิดรอพวกเราแบบทันอกทันใจเหมือนกัน

    เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ตรวจสอบกระเป๋าของแต่ละคนว่าขนขึ้นรถพร้อมแล้วหรือยัง ? จากนั้นก็วิ่งตรงไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโอ๊คแลนด์ ทำการเช็คอินเข้าไป ซึ่งพวกเรานั้นได้ชั่งน้ำหนักกระเป๋าของตนเองมาก่อน แต่ปรากฏว่า Air New Zealand นั้นไม่เช็คน้ำหนักกระเป๋าอะไรเลยแม้แต่ใบเดียว พอยื่นหนังสือเดินทางให้ ก็ทำการออกตั๋วและแท็กติดกระเป๋ามาให้เลย กระผม/อาตมภาพที่ไม่มีกระเป๋าขึ้นเครื่อง จึงต้องไปสั่งยกเลิกแท็กให้ลำบากอีกต่างหาก..!

    ครั้นได้ตั๋วมาแล้ว คนอื่นก็ไปทำการดร็อปกระเป๋า ให้เขาโหลดขึ้นเครื่องไป ส่วนตัวของกระผม/อาตมภาพนั้นไม่มีกระเป๋า จึงเดินเข้าไปที่ประตู 24 A ครั้นไปนั่งรออยู่ตรงนั้น ทำการตรวจแก้บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนไปด้วย ยังได้ไม่ทันถึงครึ่ง "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ก็บอกว่าเขาเปลี่ยนประตูขึ้นเครื่อง แล้วก็พาพวกเราตรงไปยังประตู 33 ซึ่งอยู่คนละทิศคนละด้านกันเลย..!

    ครั้นไปถึง นั่งรอได้ไม่นาน กระผม/อาตมภาพก็ต้องสะดุ้ง เพราะว่าฝรั่งนายหนึ่งรี่เข้ามาถามว่า "Are you a monk ?" กระผม/อาตมภาพตอบว่า "Yes, I am Thai Buddhist monk." เขาก็เลยถามปัญหาธรรมต่าง ๆ แต่ว่าในเรื่องของปัญหาธรรมนั้น ถ้าหากว่าเราอธิบายเป็นภาษาบาลีเขาก็ไม่เข้าใจ ครั้นไม่ทับศัพท์ภาษาบาลี จะหาภาษาอังกฤษมาอธิบายให้ตรงก็เป็นเรื่องยาก จึงได้ "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) มาช่วยอธิบายขยายความเพิ่มให้

    นายฝรั่งหนุ่มนั้นถามว่า "ท่านบวชมานานแล้วหรือยัง ?" ก็บอกเขาไปว่า "๔๐ ปี" เขาถามว่าแล้วเตรียมตัวก่อนบวชกี่ปี ? กระผม/อาตมภาพบอกว่า "เตรียมอยู่ ๑๑ ปี ถึงมั่นใจแล้วบวชได้" เขาถามต่อไปว่า "ทำไมถึงมาบวช ?" ก็บอกว่า "เพราะต้องการปฏิบัติธรรมของ Lord Buddha ให้เต็มที่ เนื่องเพราะว่าชีวิตฆราวาสกับชีวิตพระนั้นต่างกัน ชีวิตฆราวาสไม่สามารถปฏิบัติธรรมบางอย่างได้เต็มที่ จึงต้องสละมาใช้ชีวิตของพระแทน"

    แล้วเขาถามต่อไปว่า "ท่านได้ทำอะไรเพื่อพระพุทธเจ้าของท่านบ้าง ?" กระผม/อาตมภาพแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลงคอ จึงบอกกับเขาไปว่า "ก็ได้แต่ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด"
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เขาถามว่า "คำสอนของพระองค์ท่านดีต่อท่านอย่างไร ?" กระผม/อาตมภาพตอบว่า "อันดับแรกเลย ท่านสอนให้เรามักน้อย ใช้ทรัพยากรให้น้อย จะได้แบ่งปันกับคนอื่นเขาได้ อันดับที่สอง ให้ควบคุมกาย วาจาของตนเองไม่ให้เบียดเบียนคนอื่น แล้วหลังจากนั้น อันดับสุดท้ายที่พยายามจะทำอยู่ ก็คือการลด รัก โลภ โกรธ หลงในใจของเราให้เหลือน้อยที่สุด ถ้าหมดไปได้เลยยิ่งดี" ทำเอาเถ้าแก่จิ๊บแทบจะผมร่วงหมดหัว..! เนื่องเพราะว่าภาษาอังกฤษที่อธิบายศัพท์ภาษาบาลีนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก

    พอดีเขาเรียกขึ้นเครื่อง กระผม/อาตมภาพจึงได้บอกลาฝรั่งหนุ่มรายนั้น รีบทำการตรวจแก้บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนจนเสร็จ ขึ้นไปบนเครื่องแล้ว นั่งได้ไม่นานเครื่องก็ออก พาพวกเราบินตรงไปยังเมืองควีนส์ทาวน์ ซึ่งตอนแรกกระผม/อาตมภาพยังเข้าใจว่าเป็นเมืองไครสต์เชิร์ช ครั้นไปได้ระยะหนึ่ง กระผม/อาตมภาพก็เข้าสมาธิยาว ๆ ไปเลย ลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่า "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) มีเมตตาช่วยปิดหน้าต่างให้

    กระผม/อาตมภาพที่ไม่ชอบความอุดอู้ พอดันหน้าต่างเปิดขึ้นก็ร้อง "โอ้โฮ..!" เนื่องเพราะว่าเครื่องของเรากำลังบินอยู่บนยอดเขาหิมะ แล้วก็มีทะเลสาบสีน้ำเงินจัดจ้าอยู่เป็นระยะ ๆ ไป ทำเอาต้องคว้ากล้องขึ้นมา พยายามหามุมถ่ายให้ได้ จนกระทั่งเครื่องค่อย ๆ ลดระดับลง โดยที่เสียงผู้โดยสารคุยกันให้เพรียกไปหมดทั้งลำ กระผม/อาตมภาพเรียกว่า "เที่ยวบินครอบครัวหรรษา" เหมือนกับคนของเขาทั้งหมดรู้จักกันทุกคน ถึงเวลาก็ทักทายพูดคุยเฮฮากันสนิทสนม

    พอกัปตันนำเครื่องลงโดยที่ไม่กระแทกพื้น ทุกคนก็ส่งเสียงเฮ ปรบมือให้เกียรติกัปตันเป็นการใหญ่ พอออกมาทางด้านนอกเครื่อง กระผม/อาตมภาพก็ถึงกับสะดุ้ง เพราะว่าอากาศทางนี้แค่ ๘ องศาเซลเซียส แต่ลมแรงมาก ทำให้รู้สึกว่าค่อนข้างที่จะหนาว ต่างกับเกาะเหนือ ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าเกาะใต้นั้นใกล้กับขั้วโลกใต้มาก จึงทำให้อากาศเย็นกว่าเกาะเหนือหลายองศาเลยทีเดียว

    พวกเรามารอรับกระเป๋าที่สายพาน จนกระทั่งกระเป๋ามาถึงครบแล้ว ก็เดินออกไปยังลานจอดรถเช่าทางด้านนอก ซึ่ง "เถ้าแก่จิ๊บ" และ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ไปทำการติดต่อขอกุญแจรถมา แล้วก็ได้รถ Kia Carnival สองคัน แต่เป็นรุ่นใหม่มากกว่ารุ่นที่ใช้ในเมืองโอ๊คแลนด์ โดยเฉพาะได้สีขาวมา ๑ คัน สีดำมา ๑ คัน

    ทุกคนให้กระผม/อาตมภาพขึ้นคันสีขาว ครั้นโหลดกระเป๋าเรียบร้อย ก็วิ่งตรงเข้าเมืองไป เพื่อหาร้านอาหาร ซึ่งมาถึงร้านอาหารฝรั่งชื่อ "Flame" ซึ่งหมายถึงเปลวไฟ เข้าไปข้างใน เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าโปรดรอสักครู่ เพราะว่าพวกเราเป็นคณะใหญ่ เขาจะจัดโต๊ะเรียงให้เป็นชุดเดียวกัน
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เมื่อเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็นั่งเข้าที่ รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ ลูกค้าก็เริ่มมากขึ้นทุกที จนกระทั่งผ่านไปเป็นชั่วโมงกว่าที่อาหารเรียกน้ำย่อย คือ แอพพิไทเซอร์จะมาถึง พวกเราจัดการกับปลาหมึกชุบแป้งทอด ตลอดจนกระทั่งบรรดาหอยทอดราดน้ำเกรวี่ต่าง ๆ มา จนกระทั่งหมดเกลี้ยงแล้วก็นั่งมองหน้ากัน เนื่องเพราะว่าอาหารหลักยังไม่มาเสียที รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ กระผม/อาตมภาพส่งงานจนไม่เหลือแล้ว กว่าที่อาหารจะส่งมาถึง

    เมื่อจานหลักมาถึงกระผม/อาตมภาพก็ทำท่าช็อก..! เนื่องเพราะว่าเป็นสเต๊กเนื้อ และซี่โครง น่าจะประเภทที่เรียกว่าซี่โครงอบราดซอส ซึ่งชิ้นใหญ่มาก ๆ จึงพยายามเลือกชิ้นที่เล็กที่สุด แล้วก็มีสลัดผักมาให้อีก ๑ จาน พร้อมกับมันฝรั่งลูกเล็กกว่าไข่ไก่อยู่ ๓ ลูก เมื่อพยายามกล้ำกลืนลงไปจนหมดแล้ว ยังคิดว่าอร่อยจริง แต่คิดว่าทำไมถึงจัดมามากมายขนาดนี้..! เมื่อมองไปเห็นคนอื่นที่มีสเต๊กชิ้นใหญ่กว่าทุกจาน แล้วเขาสามารถกินได้หมด ก็ยังรู้สึกว่าทำไมเก่งกันแท้วะ ?!

    เมื่อเข้าห้องน้ำแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ขอตัว เพื่อที่จะเดินไปดูข้าวของที่เห็นอยู่ตอนที่รถวิ่งเข้ามา มีอยู่ร้านหนึ่งที่ขายของที่ระลึก ทำจากหินเขียวที่น่าจะเป็นหยกนิวซีแลนด์ มีการแกะสลักแบบศิลปะเมารี เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว "เถ้าแก่ตี๋" กับ "คุณนายโย" ก็วิ่งไล่ตามมา "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) บอกว่า "ขอแนะนำหลวงพ่อที่ร้านด้านนี้ดีกว่าค่ะ" แล้วก็พาเข้าร้านขายของที่ระลึก ซึ่งมีสารพัดข้าวของตุ๊กตุ่นตุ๊กตาใส่ถังไม้ไว้เป็นถัง ๆ โดยเฉพาะบรรดานกแปลก ๆ ของทางด้านนิวซีแลนด์แห่งนี้

    แต่กระผม/อาตมภาพไม่คิดที่จะซื้อ เพราะว่าถนัดในการซื้อของด้วยกล้องอยู่แล้ว เมื่อ "เถ้าแก่ตี๋" พยายามจะยัดเยียดให้ กระผม/อาตมภาพจึงต้องขอตัว เดินตรงไปยังร้านที่หมายตาอยู่

    เมื่อเข้าไปถึงก็ตกตะลึง เนื่องเพราะว่าหินหยกที่แกะสลักเป็นรูปคนครึ่งตัวชิ้นแรกนั้น ถ้าน้ำหนักไม่ถึง ๒๐๐ กิโลกรัม ก็น่าจะถึง ๑๕๐ กิโลกรัมเลยทีเดียว..! ชิ้นอื่น ๆ ที่มีอยู่ ก็เล็กใหญ่ลดหลั่นกันไป แต่ว่าราคาน่าประทับใจมาก ขนาดชิ้นเล็กจิ๋ว ๆ ประกอบเชือกที่ห้อยคอ ยังชิ้นหนึ่ง ๓๐๐ กว่าเหรียญนิวซีแลนด์ ตกประมาณ ๖,๐๐๐ - ๗,๐๐๐ บาทไทยเลยทีเดียว..!

    กระผม/อาตมภาพจึงได้ทำการซื้อด้วยกล้องตามเคย ตั้งใจว่าเราพักที่นี่สองคืน หากว่ามีเวลาเหลือแวะกลับมา ถ้าสตางค์ไม่หมดเสียก่อน จะซื้อไปเป็นที่ระลึกสักชิ้นหนึ่ง แล้วก็เดินไปยังที่จอดรถ ผ่านร้านเบเกอรี่ ซึ่งมีคนเข้าแถวยาวเหยียดอยู่น่าจะถึง ๒๐๐ เมตร "ตากล้องเอ๋" บอกว่า เป็นร้านเจ้าดังที่นี่ ใคร ๆ มา ก็ต้องมาเช็คอินด้วยการซื้อของที่ร้านนี้กันทั้งนั้น
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เมื่อไปรับรถ ปรากฏว่าเวลาที่ซื้อเอาไว้เพื่อจอดรถ หมดเกลี้ยงชั่วโมงครึ่งพอดี..! พวกเราจึงต้องออกตัวกันอย่างเร่งด่วน วิ่งเลียบทะเลสาบตรงไปด้านหน้า ทะเลสาบมหึมาแห่งนี้ชื่อ "ทะเลสาบ Wakatipu" พวกเราวิ่งเลาะทะเลสาบไปเรื่อย ๆ ตลอดเส้นทางมีซากสัตว์ตายอยู่เป็นระยะ ๆ สอบถามแล้วถึงได้รู้ว่าเป็นสัตว์จำพวกหนูตัวใหญ่ที่ชื่อว่า "โอพอสซัม" ซึ่งมีอยู่มากมายและชอบข้ามถนนในเวลาค่ำคืน จนโดนรถทับตายแบบนี้..!

    พวกเราวิ่งไปประมาณ ๔๐ นาทีก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เหมือนท่าเรือโบราณ มีสะพานเดินเรือยื่นลงไปในทะเลสาบ แล้วก็มีอาคารลักษณะเหมือนกับบ้านหรือโกดังสินค้าสีแดงอยู่หลังหนึ่ง บริเวณนี้เขาเรียกกันว่า "ท่าเรือ Glenorchy" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญในเกาะใต้ เพราะว่าสมัยก่อนสินค้าต่าง ๆ ก็จะลงเรือมาขึ้นที่นี่กันทั้งนั้น บ้านหลังที่มีอักษรเขียนว่า "Glenorchy" สีแดงนั้น ความจริงก็คือโกดังเก็บสินค้านั่นเอง

    ในเมื่อผู้คนที่แห่กันมาพากันถ่ายรูปเช็คอินกับโกดังไม่แล้วไม่เลิก กระผม/อาตมภาพจึงครีเอตมุมใหม่ ด้วยการขึ้นไปนั่งบนรถราง หรือไม่ก็น่าจะเป็นขบวนตู้รถไฟตู้หนึ่ง ไม่ทราบเหมือนกันว่าขนสินค้าลงเรือหรือว่าขนสินค้าขึ้นจากเรือ ?

    ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันแล้วเดินตามสะพานเดินเรือไปข้างล่าง ทำการครีเอตมุมใหม่ด้วยการยกโต๊ะกินกาแฟของนักท่องเที่ยว เปลี่ยนมุมมาถ่ายรูปกันลักษณะเหมือนกับครูสอนหนังสือนักเรียน ครั้นกลับขึ้นมาทางด้านบน เห็นต้นไม้ใหญ่เอนอยู่ มีมุมพอเหมาะ จึงหาทางถ่ายรูปกันตรงมุมนี้กันอีก กำลังถ่ายรูปกัน โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นตากล้อง ปรากฏว่ามีแหม่มนางหนึ่งอาสาถ่ายรูปให้ สามีคุณเธอช่วยนับด้วยว่า "๑ - ๒ - ๓" ทำเอาพวกเราเฮกันลั่น พ่อเจ้าประคุณบอกว่า "พูดไทยได้ครับ" แถมยังพูดชัดอีกเสียด้วย กลายเป็นอะไรที่ตื่นเต้นเฮฮากันมาก..!

    แล้วพวกเราก็ไปหามุมของไฮไลท์ที่นี่อีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นก้อนหินมองไปเห็นโกดังสีแดงหลังนั้น ถ่ายรูปหมู่กันแล้วก็เข้าห้องน้ำ จากนั้นก็วิ่งย้อนกลับเข้ามาในตัวเมือง ขึ้นเนินเขาเหนือทะเลสาบ เพื่อที่จะไปยังบ้านที่จองเอาไว้

    เมื่อไปถึง แม้ว่าจะเห็นวิวทะเลสาบเล็กน้อย แล้วก็บ้านหลังเล็ก ๆ เท่านั้น แต่พอกดรหัสเปิดเข้าไปข้างในก็ร้อง "โอ้โฮ..!" เนื่องเพราะว่าบ้านนั้นลงไปซับซ้อนตามหน้าผาถึง ๓ ชั้น มีห้องนอนมีอะไรเยอะแยะไปหมด ห้องครัวห้องซักรีดก็มี ห้องอาบน้ำที่มีอ่างจากุชชี่ก็มีอีกต่างหาก..! เมื่อถามราคาแล้ว ถึงได้รู้ว่าคืนละ ๑๕,๐๐๐ บาทไทย สองหลังก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาทไทย แต่ถ้าคิดว่าหลังหนึ่งนอนได้เป็นสิบคน เฉลี่ยแล้วคนหนึ่งก็อยู่ที่ประมาณ ๑,๕๐๐ บาทเท่านั้น คุ้มค่าสุด ๆ ถ้าหากต้องไปเช่าห้องพักตามโรงแรมต่าง ๆ จะแพงกว่านี้มาก..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    พวกเราเก็บข้าวของแล้วเข้าห้องน้ำแล้ว จากนั้นพากันวิ่งตรงไปยัง "เนิน QueensTown Skyline" ไปซื้อตั๋วเพื่อขึ้นกระเช้าชมวิวทางด้านบน เมื่อขึ้นไปถึงข้างบน เขามาส่งเราที่ร้านขายของที่ระลึก กระผม/อาตมภาพเองยังไม่มีอารมณ์ที่จะซื้ออะไร จึงเดินออกไปหามุมถ่ายรูปและวิวข้างนอก จนกระทั่งได้วิวทั้งคนและทั้งมุมยอดนิยมเรียบร้อยแล้ว

    กระผม/อาตมภาพเห็นมีทางเดินขึ้นไปด้านบน ลักษณะเหมือนมีกระเช้าสกีวิ่งขึ้นไปตลอดเวลา มีคนนั่งกันเป็นคู่ ๆ จึงเดินขึ้นไปตามทางเทร็กกิ้งตรงนั้น โดยมี "เถ้าแก่ตี๋" วิ่งตามมาด้วย

    ครั้นขึ้นมาแล้วถึงได้รู้ว่า นี่เป็นจุดไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งของยอดเขาแห่งนี้ ก็คือเป็นสถานที่ปล่อยรถเลื่อน ซึ่งน่าจะประมาณรถโกคาร์ท แต่ว่าไม่ทราบว่ามีเครื่องบังคับหรือเปล่า ? แล้วรถก็เลี้ยวไหลเลื่อนลงไปจนกระทั่งถึงทางด้านล่าง แต่ละคนทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนแก่ สนุกสนานเฮฮาในการขับรถเลื่อนไปตามรางนั้น

    เมื่อถ่ายรูปจนครบแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินตามลงมา เจอ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ที่ตามมาครึ่งทางแล้ว จึงถ่ายรูปให้แล้วชวนกันลง มาถึงก็เจอพวกเรามะรุมมะตุ้มกันอยู่ที่ร้านขายของที่ระลึก คนนั้นซื้อหมวก คนนี้ซื้อกระเป๋า คนโน้นซื้อเสื้อยืด ครั้นใครก็ตามถ้าหากว่าวางสินค้าลงเป็นคนแรก ก็จะมีข้าวของพรรคพวกทับถมมาเป็นกองพะเนิน แปลว่า "แกรูดบัตรจ่ายซะดี ๆ..!" คณะนี้เขาทำแบบนี้กันมาตลอด..!

    เมื่อได้แล้ว พวกเราพยายามที่จะนั่งกระเช้าเดียวกันลงมา แต่พอขึ้นไปได้ ๘ คน เจ้าหน้าที่ก็ตะโกนห้าม อีก ๓ คนที่เหลือต้องไปกระเช้าหลัง ทำเอาพวกเราหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ลงมาข้างล่างแล้ว คนไหนที่ไม่ออกไปดูตลาดกลางคืนและซื้ออาหารมาทำช่วงเช้า ก็ติดรถคันขาวกลับมากับกระผม/อาตมภาพ

    เมื่อมาถึง กระผม/อาตมภาพจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกชิ้น ส่งให้อ"ตากล้องเอ๋" เอาไปเข้าเครื่องซัก ตนเองมาเปิดน้ำลงอ่างจากุชชี่ เตรียมที่จะแช่ให้คลายเมื่อยคลายขบ แล้วก็ทำการบันทึกเสียงจากวัดท่าขนุนอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...