เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 พฤษภาคม 2026 at 10:35.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,919
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,919
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Shanghai Waitan Blossom Yuyuan Garden อยู่ที่ ๒๒ องศาเซลเซียส

    แค่ประมาณตี ๕ ครึ่ง กระผม/อาตมภาพก็จัดการธุระส่วนตัวทุกอย่างเรียบร้อย แล้วก็เดินเล่นอยู่บริเวณหน้าโรงแรม อากาศเย็นสดชื่นมาก แต่ว่าไม่ได้ไปเดินชมเมืองเล่นเหมือนการไปที่อื่น ที่ลงไปเดินก็เพราะว่าต้องการหาคลื่นอินเตอร์เน็ตในการส่งภาพต่าง ๆ ให้ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) เอาไปลงในเว็บไซต์วัดท่าขนุน

    ไม่ทราบเหมือนกันว่าทางโรงแรมสร้างห้องอย่างไร คลื่นจึงเข้าไม่ค่อยจะถึง ลงมาข้างล่างส่งผ่านเอา ๆ อยู่ข้างบนส่งเท่าไรก็ไม่ค่อยจะผ่าน..! จึงทำการเคลียร์งานทั้งหมดไปเลยทีเดียว แม้กระทั่งการส่งให้กับ "น้องมด" ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ชาวจีน ที่ได้ติดต่อกันทางวีแชทกันเป็นประจำว่า เวลาไปไหนก็ให้ส่งภาพงานไปให้ดูด้วย

    ครั้นใกล้เวลา กระผม/อาตมภาพก็กลับขึ้นไปนั่งรอที่ล็อบบี้ มี "ป้ามอย" (นางสาวมณีวรรณ สัมฤทธิ์) ลงมาก่อนเป็นคนแรก ขณะที่บุคคลอื่นก็ค่อย ๆ ทยอยกันมา จนกระทั่ง ๗ โมงครึ่งก็ขาดเพียง "ทิดเอ๋" (นายไพฑูรย์ เพิ่มศิรินิวาส) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีโลกส่วนตัวสูง อยู่ที่ไหนก็น่าจะน้ำท่วมไม่ถึง..! ไม่ว่า "ทิดเอ๋" จะไปประเทศไหนก็ตาม จะต้องหาเวลาส่วนตัวของตนเอง ออกไปทำอะไรตามใจตนสักครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้ก็คือครึ่งวันนี้ โดยที่นัดเจอกันที่ร้านอาหารกลางวันเลย

    พวกเราทั้ง ๘ คนที่เหลืออยู่ จึงเดินออกจากโรงแรม ไปยังร้านอาหารที่อยู่ห่างออกไปเป็น ๑๐๐ เมตรเลยทีเดียว..! ชื่อว่าร้าน SHANGHAI SNACKS มีอาหารให้สั่ง ไม่ว่าจะไปสั่งที่เคาน์เตอร์ หรือว่าสั่งโดยการสแกนคิวอาร์โค้ด

    กระผม/อาตมภาพชี้ไปที่เกี๊ยวกุ้งแล้วก็บอกว่า "เอาชามเดียว" คนอื่น ๆ ก็สั่งตามใจตนเอง ไม่ว่าบะหมี่หน้าปู ตลอดจนกระทั่งข้าวหน้าหมูเหล่านั้นเป็นต้น กระผม/อาตมภาพพอเห็นอาหารที่มาส่งก็รู้สึกดีใจมาก เนื่องเพราะว่าครั้งแรกในชีวิตที่มาเซี่ยงไฮ้ - ปักกิ่งนั้นก็เจอมาแล้ว คืออาหารในรูปดูว่าถ้วยเล็ก แต่ของจริงมาเกือบเท่ากะละมัง..!

    ครั้งนี้ก็เช่นกัน เล่นเอา "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ที่ไม่สั่งอะไรเลย รีบไปเอาถ้วยสำรองมาเตรียมรอแบ่งจากพวกเรา กินกันไปก็บ่นกันไปว่า "ทำไมคนจีน คนญี่ปุ่น ถึงกินกันจุขนาดนี้ ?" พวกเราที่มีความสามารถไม่เท่าเขา พยายามที่จะกวาดอาหารตรงหน้าของทุกคนให้หมด

    แล้วอยู่ ๆ อาเจ้เจ้าของร้านก็เอาเสี่ยวหลงเปามา แต่ปรากฏว่าตรงนี้น่าจะเป็น "ต้าหลงเปา" มากกว่า เนื่องเพราะว่าเข่งหนึ่งนั้นมี ๔ ลูกใหญ่ ๆ เต็ม ๆ เลยทีเดียว "ทิดโฮป" (นายกฤตบุญ ปัญจรัตนากร) บอกว่า "หลวงพ่อชิมก่อนเลยครับ"

    กระผม/อาตมภาพว่า "ไม่ไหวแล้ว แค่รับผิดชอบเกี๊ยวน้ำของตัวเองก็แทบจะสิ้นชีวิต ถ้าหากว่าชิมคำเดียวจะได้หรือไม่ ?" "เผือกน้อย" (นายเฉลิมเดช รุจิราวรรณ) บอกว่า "หลวงพ่อจะชิมกี่คำก็ได้ครับ เดี๋ยวผมรับส่วนที่เหลือเอง" จึงได้ชิมเข้าไปคำหนึ่งเท่านั้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤษภาคม 2026 at 14:28
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,919
    หลังจากที่พวกเรารับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ก็กลับคืนเข้าสู่ที่พัก เพื่อที่จะรอเวลาออกเดินทาง โดยที่นัดหมายกันเอาไว้ว่า ประมาณ ๘ โมง พวกเราก็จะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า ซึ่งสถานีรถไฟฟ้าก็อยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารนั่นเอง พวกเราต้องขึ้นสาย ๑๐ เพื่อเดินทางไปยัง "วัดหลงฮวา" ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยก็คือ "มังกรดอกไม้" หรือ "มังกรบุปผา"

    การขึ้นรถนั้น พวกเราเข้าสถานีไปแล้วก็ต้องเดินขึ้นฟ้าลงดิน ไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนเวียนหัวไปหมด ดีที่ป้ายบอกทางของเขาชัดเจนมาก จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่ซื้อตั๋ว "ทิดโฮป" ก็จัดการแจกบัตรเครดิตของตนให้กับทุกคน เพื่อที่จะได้สแกนผ่านเข้าไป เป็นเครื่องหมายว่าพวกเราเข้าตรงนี้ แล้วไปลงปลายทาง สแกนออกเมื่อไร เขาก็จะตัดเงินจากบัตรไปทันที..!

    รถไฟฟ้าช่วงเช้านี้ต้องถือว่าค่อนข้างจะแน่นทีเดียว แต่ว่าทุกคนก็พยายามที่จะถนอมกระผม/อาตมภาพเป็น "ไข่ในหิน" โดยเฉพาะ "เผือกน้อย" กับ "ทิดโฮป" ประกบข้างซ้ายขวา ห้ามสาวจีนเข้ามาเบียดอย่างเด็ดขาด..!

    พวกเราลงรถแล้วก็มาต่อรถไฟอีกสายหนึ่ง เพื่อที่ไปลงที่สถานีเจียวทงยูนิเวอร์ซิตี้ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยชื่อดังของที่นี่คือเจียวทงยูนิเวอร์ซิตี้ กระผม/อาตมภาพจึงบอกให้ทุกคนถ่ายรูปกันตรงสถานีนี้ แล้วมอบให้ "ป้ามอย" ส่งไปให้ "น้องไอวี่" (นางสาวมนัสนันท์ พันธุ์ณรงค์) ซึ่งเป็นเด็กน้อยปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดท่าขนุนเป็นประจำ ตอนนี้โตเป็นสาว มาเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้เอง แค่ส่งไปไม่นาน เสียงของ "น้องไอวี่" ก็กรี๊ดกร๊าดมาในไลน์ โดยที่ใช้คำว่า "นมัสการ" ก็ไม่ค่อยจะถูกต้องอีกต่างหาก แต่ว่าก็จำเป็นที่จะต้องให้อภัย..!

    พวกเรามาลงรถแล้ว ก็เดินขึ้นฟ้าลงดินไปตามป้าย จนกระทั่งมาสแกนบัตรออกทางด้านนอก ไม่ทราบเหมือนกันว่าโดนหักไปเท่าไร "เผือกน้อย" จึงบอกว่าการขึ้นรถไฟฟ้าของประเทศจีนรอบเมืองเซี่ยงไฮ้นี้ ไม่ว่าเราจะขึ้นยาวขึ้นสั้นอย่างไรก็เก็บคนละ ๒ หยวน กระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วยังทึ่ง ว่าทำไมค่ารถถึงได้ถูกขนาดนี้ ?

    เมื่อพวกเราตะกายฟ้าออกมาจากอุโมงค์ ตรงหน้าที่สี่แยกก็คือวัดหลงฮวานั่นเอง เพราะว่าเห็นพระเจดีย์โดดเด่นอยู่แต่ไกล พวกเราข้ามทางม้าลายแล้วก็ตรงไปยังประตูข้าง เนื่องเพราะว่าเราออกมาจากสถานีรถไฟ ไม่ได้เข้าทางประตูใหญ่ ทางด้านนี้มีการสร้างมังกรดั้นเมฆอยู่บนซุ้มประตู โดยที่ซุ้มประตูทั้งสองนั้นมีช้างอยู่ ๒ ตัว แต่น่าจะเป็น "ช้างน้ำ" เพราะว่าเขาแกะให้มีเกล็ดทั้งตัว..!

    พวกเราถ่ายรูปกันตรงนี้แล้ว ก็เข้าไปทางด้านใน ถ่ายรูปกับพระเจดีย์วัดหลงฮวา จากนั้นก็เดินเข้าซุ้มประตูใหญ่ เพื่อที่จะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในทีละแห่ง ๆ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤษภาคม 2026 at 14:27
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,919
    อาคารหลังแรกที่เจอตรงกลางนั้นเป็นรูปของพระสังกัจจายน์ ซึ่งมีพระสังกัจจายน์แกะสลักจากหินงดงามมากองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งเป็นหล่อโลหะปิดทองหันหลังชนกันอยู่ โดยรอบนั้นจะมีกระเช้าดอกไม้สด ซึ่งจะมีรายชื่อเขียนคำอธิษฐานวางเรียงรายอยู่แน่นขนัดไปหมด สมกับเป็นวัดหลงฮวาจริง ๆ เนื่องเพราะว่าดอกไม้ก็ใช้ดอกไม้สดกันแบบไม่บันยะบันยังเลยทีเดียว..!

    พวกเรามาถึงอาคารด้านข้างของอาคารหลังที่ ๑ ทั้ง อาคารด้านซ้ายนั้นแห่งแรกเป็นของพระกษิติครรภโพธิสัตว์ หรือที่คนจีนเรียกว่า "ตี่จั๊งผู่สัก" โดยหันหลังชนกับเจ้าพ่อกวนอู ซึ่งคนจีนมักจะเรียกว่า "กวนกง" บ้าง "อู่โหว" บ้าง คำว่า "อู่โหว" ก็คือ "ราชาบู๊" หรือว่า "พระยานักรบ" นั่นเอง

    เมื่อไปถึงวิหารกลางหลังที่ ๒ พวกเราก็เข้าไปสักการะ "พระปัทมปาณีโพธิสัตว์" ซึ่งหันหลังชนกับ "พระสกัณฑกุมาร" ด้านข้างก็เป็นท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ กระผม/อาตมภาพจะถ่ายรูปของท่านท้าวธตรฐก่อน ท่านชี้ไปทางท้าวเวสสุวรรณ บอกว่า "ไปตามลำดับอาวุโส" จึงต้องถ่ายรูปท้าวเวสสุวรรณกับท้าววิรูปักษ์ แล้วก็หันมาถ่ายรูปท้าวธตรฐกับท้าววิรุฬหกอีกทีหนึ่ง จากนั้นเดินต่อไปยังศาลาวิหารซ้ายหลังที่ ๒ ซึ่งมี "เจ้าแม่กวนอิม" ล้อมรอบด้วย "พระอรหันต์ ๑๐๘ องค์" โดยมี "พระสกัณฑกุมาร" กับ "เจ้าพ่อกวนอู" เป็นองครักษ์ซ้ายขวา

    วิหารขวาหลังที่ ๒ เป็น "พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์" กระหนาบข้างด้วย "พระสมันตภัทรโพธิสัตว์" และ "พระมัญชุศรีโพธิสัตว์" โดยที่มีบรรดาเซียนและเทพบริวาร ตลอดจนกระทั่งเมฆศักดิ์สิทธิ์ล้อมรอบเต็มไปหมด

    ส่วนในวิหารกลางหลังที่ ๓ นั้นเป็น "พระอมิตตาภพุทธเจ้า" และเทพเซียนต่าง ๆ ซึ่งเป็นรูปปั้นลงสีสวยงามมาก ๆ

    เมื่อเดินเข้าไปจนกระทั่งถึงวิหารกลางหลังในสุดเป็น "พระพุทธเจ้า ๓ กาล" ก็คืออดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล วิหารหลังนี้มี "พระเชียงแสนสิงห์สาม "ซึ่งน่าจะมีหน้าตักถึง ๔๐ นิ้ว ปิดทองเหลืองอร่ามงามตาม มีตัวหนังสือให้ "เผือกน้อย" อ่านได้ความว่า ทางจังหวัดเชียงใหม่ของไทยเป็นผู้ที่ถวายมา

    ส่วนสองข้างของพระพุทธเจ้า ๓ กาลนั้นเป็นท่อนไม้ ถ้าเป็นบ้านเราก็เรียกว่า "ไม้แก่นล่อน" ด้านหนึ่งแกะสลักเป็น "พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์" อีกด้านหนึ่งก็แกะสลักเป็น "เจ้าพ่อกวนอูถือง้าวมังกรเขียวจันทร์เสี้ยว"
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,919
    ส่วนวิหารซ้ายด้านในสุดหลังซ้ายนั้นเป็น "เจ้าแม่กวนอิมพันมือ" ทางด้านซ้ายมี "พระยูไล" ซึ่ง "พระยูไล" นี้ ถ้าหากว่าเป็นคนจีนก็จะเรียกต่อท้ายว่า "ฝอจู่" แปลว่า "พระพุทธเจ้า" แต่ว่าบ้านเราก็คือ "พระอรหันต์" ที่เราเรียกว่า "พระมาลัย" ส่วนคนจีนเรียกว่า "พระยูไล"

    ทางด้านขวามือเป็น "เหล่าจื่อ" เจ้าของลัทธิเต๋าผู้โด่งดัง ส่วนทางด้านหลังเจ้าแม่กวนอิมพันมือนั้น ปั้นเป็นรูป "พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์" ลงสีอย่างสวยงาม มี "ทารกทอง - ทาริกาหยก" ประกอบอยู่สองข้าง ส่วนด้านข้างนั้นก็มีเมฆมงคล มีเจ้าแม่กวนอิมในปางต่าง ๆ ซึ่งเขาเชื่อกันว่ามีอยู่ ๘๐ กว่าปางลอยเต็มไปหมด ส่วนทางวิหารขวาด้านในสุดนั้น เป็น "อาคารสำนักงาน" ของวัดหลงฮวา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยรับบริจาคจากญาติโยมต่าง ๆ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่รูปเจ้าแม่กวนอิม หรือว่ารูปเคารพต่าง ๆ แต่ว่าเป็นเจดีย์คู่หนึ่ง ซึ่งดูเก่าแก่อายุนับพันปีทีเดียว

    เมื่อถ่ายรูปแล้วออกมาข้างนอก "น้องเล็ก"บอกว่าข้างในมีโรงเจ พวกเราจึงเดินเข้าไปดู เห็นผู้คนกำลังก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่หลายร้อยคน ส่วนทางด้านนอกนั้นมีให้ซื้อหากลับบ้านอีกด้วย พูดง่าย ๆ ว่าจะกินฟรีก็กินที่นี่ แต่ถ้าจะเอากลับไปกินที่บ้านก็จ่ายเงินมาเสียดี ๆ..!

    กระผม/อาตมภาพเข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาดูพวกต้นไม้ใบหญ้าต่าง ๆ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ "จำปียักษ์" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Magnolia ตลอดจนกระทั่งพวกต้นไม้บอนไซและเถาไม้เลื้อยที่มีกลิ่นหอมต่าง ๆ โดยเฉพาะต้นหนึ่งก็คือ Loquat หรือที่คนจีนเรียกว่า "ผีผา" แต่เจ้าต้นนี้อยู่ในวัดน่าจะอาหารขาดแคลน ลูกจึงโตกว่าหัวแม่มือเล็กน้อยเท่านั้น..!

    ในขณะที่เดินออกก็ยังมีป้ายบอกว่า "อย่าลืมไปแวะเล่นกับน้องแมวด้วย" พวกเราหลายต่อหลายคนจึงสะสมรูปแมวกันเป็นการใหญ่ เพื่อที่จะดูว่าใครจะได้แมวมากกว่ากัน กระผม/อาตมภาพได้ภาพถ่ายมาทั้งหมด ๙ ตัว ตัวสุดท้ายนั้นอยู่บนตักสาวซึ่งใส่ชุดสีดำ เมื่อบอกว่าขอถ่ายรูปด้วยคุณเธอก็ยิ้มอาย ๆ ไม่ปฏิเสธ พวกเราก็เลยถ่ายรูปไปโดยที่เธอยิ้มเขินไปด้วย..!

    เดินออกมาได้หน่อยหนึ่ง "ลูกน้ำ " (ผศ.ดร.สพญ.ชลาลัย เรืองหิรัญ) บอกว่า "ทางซ้ายมือมีพิพิธภัณฑ์ด้วย" พวกเราจึงเดินเข้าไป เป็นอาคารใหญ่โตมโหฬาร โดยเฉพาะด้านหน้ามีซุงสองท่อน ที่ตั้งกระหนาบประตูซ้ายขวาอยู่ ต้นซุงนี้น่าจะไม่หนี ๔ คนโอบ แล้วก็มีสิงโตหล่อสำริดสองตัว ใหญ่โตมโหฬารเหมือนกัน

    เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน ทางด้านซ้ายขวาก็เป็นรูปท้าวจตุมหาราชอีกตามเคย กระผม/อาตมภาพต้องถ่ายรูปตามลำดับอาวุโสอีก จึงถ่ายไปก็หัวเราะไป..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,919
    ข้างในมีเก้าอี้ยาวจัดเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย มีคนนั่งอยู่หลายร้อยคน กำลังทำการคัดลายมือ "เผือกน้อย" ไปถามเจ้าหน้าที่แล้วถึงได้รู้ว่า ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับฝึกสมาธิด้วยการเขียนหนังสือจีน ตรงด้านบนซึ่งเป็นเวทีใหญ่ น่าจะใช้สำหรับงานแสดงต่าง ๆ มีรูปของ "พระศากยมุนีโคตมะ"อยู่ ๑ องค์ แล้วรอบข้างก็เต็มไปด้วยดอกไม้สดนับร้อย ๆ กระเช้าอีกเหมือนกัน..!

    ทางด้านซ้ายขวาที่ติดผนังนั้นเป็นบรรดา "เทพเซียนต่าง ๆ" ตามความเชื่อของคนจีน มีกระทั่ง "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" เหตุที่รู้เช่นนั้นก็เพราะว่ามี "พญาครุฑ" อยู่ด้วย พวกเราถ่ายรูปกันจนเสร็จแล้ว ถึงได้เห็นป้ายตรงขาออกว่าห้ามถ่ายรูป โดยที่เจ้าหน้าที่ก็ได้แต่ยิ้มเอ็นดูพวกเรา เพราะได้รับคำบอกเล่าแล้วว่ามาจาก "ไท่กั๋ว - ประเทศไทย" น่าจะไม่สามารถอ่านหนังสือจีนได้อย่างแน่นอน..!

    พวกเราเดินเก็บเล็กเก็บน้อย ถ่ายรูปมุมน่ารักต่าง ๆ โดยเฉพาะในบ่อเต่า แล้วก็มีพระรูปหนึ่งรี่เข้ามาหา ถามเป็นภาษาอังกฤษว่า กระผม/อาตมภาพมาจากที่ไหน ? เมื่อเรียนท่านว่ามาจาก "ไท่กั๋ว (ประเทศไทย)" ท่านถามว่ามาร่วมงานประจำปีที่วัดนี้ตามคำเชิญหรือเปล่า ? จึงบอกท่านไปว่า "No (เปล่า)" แล้วก็เห็นว่าเขากำลังติดธงทิวต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งจัดการล้างม้วนพรมต่าง ๆ มีการฉีดน้ำ ขัดด้วยแปรงเป็นการใหญ่ แทบจะล้างทำความสะอาดทั้งวัด แสดงว่างานประจำปีที่นี่ต้องใหญ่โตมโหฬารทีเดียว จึงบอกขอบคุณท่านเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นภิกษุใส่ชุดสีเทารูปนั้น แล้วก็เดินออกมาทางด้านนอก ถ่ายรูปพระเจดีย์หลงฮวาทางด้านหลัง

    แล้วอ้อมมาอีกด้านหนึ่ง เจอสิงโตจีน ๒ ตัว ซึ่ง ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนปั้นไว้ โดยเฉพาะสิงห์ตัวผู้ซึ่งปกติจะเล่นลูกบอล และสิงห์ตัวเมียจะมีลูกอยู่ที่เท้า แต่ว่าเจ้าสิงห์ตัวผู้ตัวนี้ นอกจากจะเหยียบลูกบอลไว้แล้ว มือยังอุ้มลูกสิงห์อีกตัวหนึ่งยิ้มแป้นเลยทีเดียว น่าจะดีใจที่อยู่มาเป็นพันปีเมียเพิ่งยอมให้อุ้มลูก..! กระผม/อาตมภาพจึงบอก "น้องเล็ก" ว่าช่วยถ่ายรูปให้ที สิงห์น่ารักแบบนี้หายากมาก

    พวกเราทั้งหมดจึงมาถ่ายรูปหมู่รวมกันตรงนี้ แล้วค่อยออกจากวัด แม้ออกจากวัดมาแล้ว พื้นที่รอบบริเวณนั้นก็ยังเป็นของวัดอยู่ แต่ว่าให้คนเช่าทำกิจกรรมและทำกิจการต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านที่ตรงกับพระเจดีย์หลงฮวานั้น จัดเป็นลักษณะคล้ายกับสระน้ำตื้น ๆ ยาวเหยียด เพื่อสร้างพลังให้ปราณดี (ชี่) ไหลเข้าไปในวัด โดยที่สามารถถ่ายรูปพระเจดีย์ ๒ องค์ ก็คือองค์จริงและองค์ที่เป็นเงาสะท้อนด้วย

    เมื่อออกมาแล้ว "น้องวรรณ" (นางสาวธิดาวรรณ หยกอุบล) หรือ "ไอ้ตัวเล็กกว่า" บอกว่าขอไปกินกาแฟหน่อย เพราะทำท่าจะตายแล้ว "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) ผู้เป็นพี่สาวก็บอกเช่นกัน ว่าถ้าหากว่าไม่ได้กิน วันนี้คงสิ้นชีวิตแน่นอน..! พวกเราจึงต้องเดินไปจนกระทั่งถึงตึกบริเวณหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะยังเป็นพื้นที่วัดอยู่ เข้าร้านไปสั่งพวกกาแฟหรือว่าชาปั่นกันตามใจชอบ
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,919
    สักพักหนึ่ง เพื่อนของ "ทิดโฮป" ที่ชื่อ "คุณเสาวลักษณ์ พิมพ์เพิ่มพูน" ก็รี่เข้ามาหา กราบสวัสดีเรียบร้อย รายงานตัวว่าตามมาจากเซี่ยงไฮ้ ซึ่งความจริงที่นี่ก็เซี่ยงไฮ้เหมือนกัน แต่หมายถึงมาจากในตัวเมือง นั่งรถไฟไล่ตามพวกเรามา

    "ทิดโฮป" โชว์ให้ดูว่ามีแอพพลิเคชั่นลักษณะสามารถนัดพบกันได้ ถ้าหากว่าลิงค์ไว้กับใคร ถึงเวลาเราอยู่จุดไหน เพื่อนอยู่จุดไหน ก็จะรู้โดยทั่วกัน "คุณเสาวลักษณ์"บอกว่าเดี๋ยวขอติดตามกลับไปด้วย พวกเราจึงรีบดื่มกาแฟ ตลอดจนกระทั่งกระผม/อาตมภาพ ซึ่งได้รับน้ำชาเอิร์ลเกรย์ถ้วยมหึมา ที่ "เผือกน้อย" นำมาถวาย ยกซดทีเดียวหมด แล้วก็กลับไปนั่งรถไฟสองต่อ เพื่อกลับไปยังเขตยู่หยวนตามเดิม

    เมื่อพวกเราออกมาที่สถานีต้นทางตอนขาไปแล้ว ก็เดินตรงเข้าไปทางยู่หยวน ซึ่งลักษณะเป็นเมืองเก่า แต่ว่าในส่วนที่เขาสร้างใหม่เพื่อให้ทำกิจการร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะขายข้าวขายของ ขายอาหาร ขายของที่ระลึกอะไรก็ตาม จะต้องสร้างตามศิลปวัฒนธรรมของทางราชวงศ์หมิงเท่านั้น เดินแล้วเดินเล่าจนกระทั่งมาถึงร้านอาหาร เข้าไปแล้วปรากฏว่า "ทิดเอ๋" มารออยู่ที่นี่แล้ว ประกาศชัดเจนว่าอาหารอร่อยทุกอย่างและถูกโคตร ๆ พวกเราดูแล้วลักษณะเหมือนกับบุฟเฟต์

    กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่าตักมาให้ตามที่เห็นสมควรก็แล้วกัน นั่งรอได้พักใหญ่ "คุณเสาวลักษณ์" ก็ตักอาหารมาให้หลายอย่างพร้อมกับข้าว มีทั้งตะเกียบและช้อนมาด้วย บอกว่า "วันนี้ขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเพลหลวงพ่อ" กระผม/อาตมภาพจึงรับมา อวยชัยให้พรแล้วก็ฉันจนเรียบร้อย ยกส่วนที่เหลือให้กับ "น้องเล็ก" ไปกินต่อกับเพื่อน แล้วก็ขอตัวเพื่อเดินกลับโรงแรม โดยที่ "ไอ้ตัวเล็ก" ที่ไม่ทราบเหมือนกันว่ากลัวหลวงพ่อหลง หรือว่าตนเองก็จะกลับโรงแรมด้วยตามมาส่ง ?!

    กระผม/อาตมภาพกลับขึ้นไปยังห้องแล้วก็จัดการสรงน้ำ เปลี่ยนผ้า เก็บข้าวของทุกอย่างจนเรียบร้อย จัดการส่งงานจนกระทั่งบ่ายโมงครึ่ง จึงลงมานั่งรอที่บริเวณล็อบบี้ เมื่อทุกคนมาถึงแล้ว "เผือกน้อย" ก็บอกว่า ตอนนี้รถทั้ง ๒ คันที่เราเรียกไว้ได้มาถึงบริเวณหน้าโรงแรมแล้ว จึงได้กดลิฟท์ลงมา แบ่งปันกันไป คันหนึ่ง ๕ คน คันหนึ่ง ๔ คน โดยเฉพาะกระเป๋าเต็มคันรถเลยทีเดียว ถ้าไม่ได้รถใหญ่ลักษณะรถแวนแบบนี้คงไปไม่หมดแน่นอน

    ๔๕ นาทีต่อมาก็ถึงท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตง เจ้าหน้าที่บอกว่ารอนิดหน่อย กระผม/อาตมภาพเข้าใจว่ายืนรอเพื่อให้กล้องอัตโนมัติสแกนรูปพวกเรานั่นเอง แล้วก็เข้าไปทำการเช็คอิน ครู่เดียวเท่านั้นก็ได้บัตรขึ้นเครื่องมาแล้ว เพียงแต่ทางด้านหลังของเรานั้นมีคนตามมาอีกหลายร้อย ถือว่าพวกเราโชคดีมากที่ปาดหน้าคนอื่นมา อย่างชนิดที่เรียกว่าหนวดขาดกระจายเลยทีเดียว..!

    เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว ก็เข้าไปผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง ประทับตราพาสปอร์ตออกจากเมืองเรียบร้อยค่อยมาทำการสแกนกระเป๋า กระผม/อาตมภาพเดินผ่านเครื่องโดยที่ไม่มีเสียงดัง ขึ้นแท่นไปยืนกางแขน แต่ว่าอีหนูซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทำการสแกนร่างกายหรือค้นร่างกายบอกว่า "โอเค" ก็คือไม่ต้องตรวจ กระผม/อาตมภาพยังอดไม่ได้ที่ต้องขอบคุณเธออยู่ในใจ เพราะว่าส่วนใหญ่มาเมืองจีน ก็แทบจะโดนแก้ผ้าตรวจทุกครั้งไป..!

    "เผือกน้อย"จัดการพากระผม/อาตมภาพและน้องเล็กเข้าไปพักที่เลาจน์วีไอพี เข้าห้องน้ำห้องท่า ตลอดจนกระทั่งจัดการชงน้ำร้อนทดแทนที่โดนเททิ้งไปแล้ว กระผม/อาตมภาพก็มาทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วคืนนี้ถึงเมืองไทยดึกมากญาติโยมอาจจะไม่ได้ฟัง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...