เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 13 มิถุนายน 2026 at 20:53.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,485
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,144
    ค่าพลัง:
    +26,938
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,485
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,144
    ค่าพลัง:
    +26,938
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ทางเติมเต็มทราเวลนัดพวกเราไปพร้อมกันที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเวลาตี ๔ ครึ่ง "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล เรียกแท็กซี่ไปรับกระผม/อาตมภาพจากวัดอุทยาน ไปถึงสนามบินตรงเวลาเป๊ะ แต่พอเข้าไปแล้ว ปรากฏว่ายังไม่มีใครมาเลย..! นอกจาก "ไกด์ไก่" (นายฐนชล ทิมแสง) และลูกกิฟท์สองคน ที่มาเพื่อที่จะรอรับบรรดาผู้ร่วมคณะ

    กระผม/อาตมภาพรับบรรดาเอกสารและแท็กติดกระเป๋ามาแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำก่อน กลับออกมาอีกที ปรากฏว่าครอบครัวของ "คุณตั้ว" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) มาถึงพร้อมกับ "คุณดาหวัน" (คุณเพชรดาวัลย์ พัสลุผล) ซึ่งคุณดาหวันนั้น นำ "น้องพอร์ช" (เด็กชายนเสฏฐ์ ชาครวิโรจน์) มากราบหลวงตาด้วย พร้อมเจ้าลิงมาร์โมเส็ตตัวจิ๋ว ซึ่งพอเห็นกระผม/อาตมภาพยื่นมือให้ เจ้าลิงน้อยก็โดดใส่แล้วไม่ยอมกลับคืนไปหาเจ้าของ ทำเอาทุกคนงงเป็นอันมาก เพราะโดยปกติแล้ว เจ้านี่ไม่ยอมสนิทกับใครง่าย ๆ แถมน้องพอร์ชถึงเวลายื่นมือมารับกลับ เจ้าจิ๋วก็ไม่ไปอีกต่างหาก..!

    ส่วนคุณตั้วมีลูกชายลูกสาวมาด้วย ลูกสาวก็คือ "น้องเหวินเหวิน" (นางสาวสัณห์จิรา ตะล่อมสิน) ลูกชายคือ "น้องลาฟท์" ซึ่งแปลเป็นไทยว่านายหัวเราะ (เด็กชายพีรภาณัชย์ ตะล่อมสิน) แต่กระผม/อาตมภาพยังสงสัยอยู่ว่าเด็กชายอะไรถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนั้น ? เนื่องเพราะว่าน้องลาฟท์นั้นสูงกว่ากระผม/อาตมภาพ ๑๐ เซ็นติเมตรถ้วน ๆ ก็คือสูงถึง ๑๘๒ เซนติเมตร..! โดยมี "คุณไก่" (นางสาวโสภา ตั้งอธิคม) ผู้เป็นแม่ที่มาส่ง ยืนยิ้มมองลูกชายลูกสาวด้วยความภาคภูมิใจ

    กระผม/อาตมภาพเองเช็คตั๋วได้ก่อนเพื่อน จึงขออนุญาตผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ไปประทับตราหนังสือเดินทาง แล้วก็ไปนั่งรอที่หน้าประตูขึ้นเครื่อง E2 โดยที่กระเป๋าของตนเองน้ำหนักแค่ ๔.๔ กิโลกรัม เพราะว่าลืมเอากระบอกน้ำออก เพียงแต่ว่าน้ำหนักส่วนที่เหลือนั้นยกให้กับทางเติมเต็มทราเวลเพื่อขนเอาอาหารไทยไปในการเดินทางครั้งนี้ นั่งรออยู่จนกระทั่งทุกคนมาพร้อม มี "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ มาร่วมนั่งสนทนากับกระผม/อาตมภาพด้วย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,485
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,144
    ค่าพลัง:
    +26,938
    สักครู่หนึ่งลูกกิฟท์และไกด์ไก่ก็มานิมนต์ไปฉันเช้า ซึ่งข้าวปลาอาหารต้องถือว่าสมบูรณ์ทีเดียว เนื่องเพราะว่ามีขนมจีบมาก่อนเพื่อนเลย แต่ไม่ทราบว่าตกกระป๋องจิ๊กโฉ่วมาหรืออย่างไร ? ถึงได้เปรี้ยวจี๋ขนาดนั้น..! แล้วก็ตามมาด้วยโจ๊กหมูใส่ไข่ ซึ่งกระผม/อาตมภาพกวาดหมดภายในไม่กี่นาที

    เข้าห้องน้ำห้องท่าแล้วก็ไปรอเวลาขึ้นเครื่อง เพิ่งจะนั่งลงที่หน้าประตูขึ้นเครื่อง "หลวงปู่ไห่ทง" พระสหายที่เคยร่วมปรารถนาพระโพธิญาณด้วยกันก็มาถึง กระผม/อาตมภาพปากคันถามว่า "หลวงปู่ทำหนังสือเดินทางตั้งแต่เมื่อไร ?" อีกฝ่ายหนึ่งได้แต่หัวเราะ เพราะรู้ว่ากระผม/อาตมภาพล้อเล่น..!

    เมื่อทุกคนพร้อมขึ้นเครื่องแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปตามกำหนดก็คือออกเดินทาง กระผม/อาตมภาพเข้าสมาธิเต็มระดับ เพื่อที่จะอุทิศส่วนกุศลให้บรรดาเจ้าที่เจ้าทาง และท่านทั้งหลายที่อนุเคราะห์สงเคราะห์ เมื่อเสร็จจากภารกิจลืมตาขึ้นมา ตั้งใจว่าจะไปห้องน้ำ แต่ท่านปิงบอกว่า "อีก ๒๐ นาทีเครื่องจะลงแล้วครับ" ทำเอากระผม/อาตมภาพถึงกับอึ้ง เนื่องเพราะในสมาธิรู้สึกว่าครู่เดียวเท่านั้น ทำไมถึงขนาดจะมาลงคุนหมิงแล้วหรือ ?

    ปรากฏว่าเครื่องมาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงตรงเวลาก็คือประมาณ ๑๑.๐๘ น. พวกเราต้องรอจนกระทั่งรถเขามารับไปส่งเข้าประตูทางเข้า แล้วก็เดินไปผ่านด่าน ตม. เจ้าหน้าที่บอกว่า "Thailand this way." กระผม/อาตมภาพยังชื่นชมว่า เจ้าหน้าที่จีนรู้สึกว่าจะใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่มาทีไรก็มีแต่ภาษาจีนล้วน ๆ แต่ว่า ตม.หญิงซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบกระผม/อาตมภาพนั้น คุณเธอค่อนข้างจะเป็น"คุณนายละเอียด"..!

    เอกสารทุกอย่างผ่านหมดแล้ว แต่คุณเธอสงสัยว่าทำไมมาเมืองจีนบ่อยมาก ? เนื่องเพราะว่าเมษายนก็ไปส่านซี พฤษภาคมก็ไปหางโจว มิถุนายนนี่มาซินเจียงอีกแล้ว ไกด์ไก่จึงต้องมาแสดงหลักฐานว่ามากับคณะทัวร์ คุณเธอถึงได้ประทับตราพาสปอร์ต แล้วปล่อยให้ผ่านออกมาทางด้านนอกได้

    พวกเราเดินออกมารวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว ก็ไปถ่ายรูปหมู่ตรงบริเวณจุดที่เขาจัดเอาไว้ให้ หลังจากนั้นก็ขึ้นลิฟท์ไปเพื่อหาร้านอาหาร ปรากฏว่าออกจากลิฟท์มาก็มีร้านอาหารอยู่ทางด้านขวามือ ชื่อว่า Grandma Yang's ก็คือร้านของคุณย่าแซ่หยางนั่นเอง พวกเราเข้าไปสั่งภัตตาหารเพลกัน

    เมื่อลูกกิฟท์ยกอาหารมาถึง กระผม/อาตมภาพก็ต้องทำคอย่น เพราะว่า "ล่าเหมี่ยน" หรือว่าบะหมี่เผ็ดของเขานั้น ถ้วยใหญ่เกือบเท่ากะละมัง..! แล้วก็มีอย่างอื่นตามมาอีกเล็กน้อย พอคีบหมี่เข้าปากคำแรกเท่านั้นก็รู้สึกสำลัก เพราะว่าทั้งเผ็ดทั้งฉุน..!

    ฉันไปก็นึกถึงกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานสมัยที่เรียนมัธยมต้น จึงได้แต่งกาพย์เลียนแบบของเก่าฝากให้อาม่าหยาง ประมาณว่า "ล่าเหมี่ยนแดงทั้งชาม ฉุนจนจามรสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่สุขา..!" ไม่ทราบเหมือนกันว่าอาม่าหยางแกจะรู้สึกอย่างไร เนื่องเพราะว่ากระผม/อาตมภาพคิดอยู่ในใจเท่านั้น
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,485
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,144
    ค่าพลัง:
    +26,938
    เมื่อฉันเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็เดินไปบริเวณที่จะต้องไปให้เขาเอ๊กซเรย์ ตลอดจนกระทั่งตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง กระผม/อาตมภาพนำทุกอย่างออกหมด ยกเว้นพระเครื่อง ๓ องค์ ซึ่งมีสมเด็จองค์ปฐมรุ่น ๒ ของวัดท่าซุง มีหลวงปู่ปาน พิมพ์ขี่ครุฑ ซึ่ง "พี่ณพ" (พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา) ถวายมา องค์สุดท้ายก็คือพระ ๒๕ พุทธศตวรรษเนื้อดิน แต่ว่าเจ้าหน้าที่แม้ว่าจะกวาดเครื่องผ่านไป แต่ว่าก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร แถมยังคลำหาไม่เจออีกต่างหาก..!

    เมื่อผ่านออกมาได้ พวกเราก็เดินไปรอที่ประตูขึ้นเครื่อง ๖๕ ซึ่งเป็นประตูท้ายสุดที่ต้องเดินกันขาลากของสนามบินนานาชาติคุนหมิงแห่งนี้ รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ แต่พอถึงเวลา เขากลับมาเรียกพวกเราไปขึ้นรถบัส กระผม/อาตมภาพยังคิดว่างวงอยู่แค่นี้ เครื่องที่เทียบอยู่ก็มี ทำไมไม่ให้เราขึ้นตรงนี้ ? ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาต้องการให้ประทับใจหรืออย่างไร ? เมื่อพวกเราขึ้นไปแล้ว รถวิ่งไปประมาณ ๕ วินาทีก็จอด ให้พวกเราเดินขึ้นงวงอีกแห่งหนึ่งเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่อง กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่เกาหัว บ่นอยู่ในใจ..!

    เมื่อเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย ก็ไม่รอให้เจ้าหน้าที่เขาแสดงการช่วยชีวิตตนเอง ตลอดจนกระทั่งเรื่องอื่น ๆ เพราะว่าเข้าสมาธิ โดยที่เสียงท่านปิงบอกว่า "ไปยาว ๆ เลยครับ เพราะว่าบินเกือบ ๔ ชั่วโมง" กระผม/อาตมภาพส่งใจไปหาพรรคพวกก็คือ "ท่านอูฐ" และคณะ ซึ่งเตรียมตัวรอรับอยู่แล้ว นั่งคุยกันสัพเพเหระ แม้กระทั่งเรื่องที่สมัยนั้นเคยหัวหกก้นขวิดมาด้วยกัน ไปไล่ตีชาวบ้านเขาบ้าง โดนชาวบ้านเขาไล่ตีบ้าง แม้ว่าท่านอูฐจะเป็นคนที่อยู่ในลักษณะของผู้ที่มดสักตัวก็ไม่กล้าเหยียบ แต่ว่าไอ้เรื่องไปก่อกวนชาวบ้านนี่ขอให้บอก พร้อมที่จะเป็นคู่หูได้ตลอดเวลา..!

    เมื่อท่านเตือนบอกว่า"เครื่องใกล้จะลงแล้วครับ" กระผม/อาตมภาพจึงลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่าเวลาผ่านไป ๓ ชั่วโมงเศษ ทำเอารู้สึกว่าเรื่องแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน คือทำให้เวลาผ่านไปไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเวลาอยู่วัดวาอาราม ไม่มีเวลาในการเข้าสมาธิยาว ๆ แบบนี้ นอกจากเวลาพักผ่อนตอนกลางคืน แต่การเดินทางแบบนี้ทำให้มีเวลาเข้าสมาธิมากกว่าปกติ
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,485
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,144
    ค่าพลัง:
    +26,938
    เมื่อไปเข้าห้องน้ำห้องท่ากลับมายังไม่ทันไร เครื่องก็เริ่มลงสู่สนามบินอูลู่มู่ฉีตีโวพูแล้ว พวกเราลงจากเครื่องมา ตอนแรกก็ยังคิดว่าต้องผ่าน ตม.หรือเปล่า ? แต่ปรากฏว่าไม่ต้องผ่าน เวลาตอนนี้ก็คือ ๑๙.๒๐ น. เมืองจีน ตรงเป๊ะ พวกเราเดินผ่านเครื่องนับจำนวนคนออกมา เพื่อที่ไปรอรับกระเป๋า รออยู่เป็นเวลาค่อนข้างนานทีเดียว เมื่อได้กระเป๋าเดินออกมาด้านนอก ปรากฏว่า คุณโบตั๋น ซึ่งเป็นไกด์ที่นัดหมายเอาไว้ น่าจะติดภารกิจ จึงมอบหมายให้ "คุณโจว" หรือชื่อจริงคือ "โจวเจียเป่า" มาต้อนรับพวกเราแทน

    เดินตามกันไปไม่นาน ก็มีสาวแต่งชุดอุยกูร์รวมแล้ว ๓ คน มาทำกการมอบดอกฝ้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของซินเจียงให้กับนักท่องเที่ยวคณะของเราทุกคน จากนั้นก็มีการแสดงระบำอุยกูร์ให้พวกเราดู สาว ๆ นอกจากหน้าตาสะสวยแล้ว ยังเต้นรำได้คล่องแคล่วมาก แต่พอชวนพวกเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้องเหวินเหวิน "หมอมุก" (แพทย์หญิงรุจิรา งามพฤกษ์วานิชย์) ต่างคนต่างก็ไม่มีใครออกไปเต้นด้วย ทำเอา "มาดามเฮง" (นางสมหวัง งามพฤกษ์วานิชย์) ผู้เป็นคุณแม่ของหมอมุก ต้องออกไปวาดลวดลายระบำอุยกูร์แทน เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ออกมาถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน

    เมื่อพวกเราออกมาด้านนอกอาคารสนามบิน กระผม/อาตมภาพก็ต้องทำคอย่นอีกครั้ง เพราะว่ารถที่มารับนั้นก็คือรถบัส ๔๐ ที่นั่ง และที่แน่ ๆ ก็คือใหม่เอี่ยมชนิดที่ภาษาพวกเราบอกว่า "เหม็นใหม่" เลยทีเดียว เดินทางไปอาโจวก็เล่าสารพัดสัพเพเหระให้พวกเราฟังไปด้วย เป็นระยะทาง ๓๐ กว่ากิโลเมตรก็มาถึง โรงแรม Hampton by Hilton เมืองอูลู่มู่ฉี พวกเราเข้าสู่ที่พักแล้ว กระผม/อาตมภาพต้องรีบบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนไว้ก่อน เพราะว่าเวลาที่นี่ค่อนข้างดึก ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะพักผ่อนไม่พอ

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...