เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 23 สิงหาคม 2026 at 19:13.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,960
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,225
    ค่าพลัง:
    +26,998
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,960
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,225
    ค่าพลัง:
    +26,998
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพยังมีงานสำคัญ ก็คือการประชุมพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ ส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ระดับเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล และเลขานุการ ซึ่งทางวัดหนองหญ้าปล้อง ตำบลจระเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ของหลวงพ่อโนรี (พระครูปิยกาญจนธรรม) เจ้าอาวาสวัดหนองหญ้าปล้อง รองเจ้าคณะอำเภอด่านมะขามเตี้ย ท่านรับเป็นเจ้าภาพจัดสถานที่ประชุมให้

    ครั้งนี้ท่านรับเป็นเจ้าภาพถึง ๓ งานด้วยกัน คือการประชุมเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และประธานที่พักสงฆ์ วันนี้ก็เป็นการประชุมพระสังฆาธิการระดับสูงของจังหวัด อีก ๒ วันจะมีการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ก็คือพระผู้ดูแลภิกษุไข้ ซึ่งในแต่ละงานนั้น เฉพาะค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารอย่างเดียว ก็นับเป็นแสน ๆ บาทแล้ว แต่ว่าคณะศรัทธาญาติโยมก็ไม่ได้ท้อถอย ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองด้วยความปลาบปลื้มยินดีต่อบุญกุศลที่วิ่งมาถึงที่ ซึ่งเป็นกำลังใจที่หาได้ยากมาก

    เนื่องเพราะว่าบุคคลทั่วไปย่อมมีมัจฉริยะ คือความตระหนี่ถี่เหนียวเป็นปกติ แต่ว่าบุคคลที่สามารถหักห้ามมัจฉริยะ โดยมีการบริจาคให้ทานเป็นปกติได้นั้น ถือว่าเป็นกำลังใจที่สูงมาก แล้วถ้าหากว่ามีศีลและการภาวนาประกอบด้วย ท่านทั้งหลายเหล่านี้ย่อมสามารถเข้าใกล้พระนิพพานได้ง่ายเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าประกอบไปด้วยจาคะ คือความเสียสละ ปฏินิสสัคคะคือการสลัดออกซึ่งสิ่งรุงรังอื่น ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนทรัพย์สมบัติทางโลก ให้เป็นทรัพย์สมบัติทางธรรม ก็คือเปลี่ยนโลกียทรัพย์ของตนให้เป็นโลกุตรทรัพย์ ซึ่งสามารถติดตนไปได้ในทุกชาติทุกภพ

    บุคคลที่มีการให้ทานเป็นปกติ เกิดไปชาติไหนก็จะมีความร่ำรวย มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่อดอยากยากแค้น

    บุคคลที่รักษาศีลเป็นปกติ ไม่ว่าเกิดชาติใดก็จะมีความปลอดภัย มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม มีจิตใจที่ดีงาม

    บุคคลที่มีการภาวนาเป็นปกติ เกิดไปชาติใดก็จะมีปัญญามาก มักจะเป็นผู้นำของคนอื่น กลายเป็นบุคคลที่คนอื่นต้องพึ่งพาอาศัย เหล่านี้เป็นต้น

    แล้วสิ่งทั้งหลายเหล่านี้รวมกันแล้ว ก็จักเป็นบันไดส่งผลให้ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก้าวเข้าสู่พระนิพพานได้โดยง่าย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,960
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,225
    ค่าพลัง:
    +26,998
    กระผม/อาตมภาพฝ่าฝนไปถึงอาคารห้องประชุมอเนกประสงค์ วัดหนองหญ้าปล้อง ปรากฏว่าเจอบรรดาเพื่อนพระสังฆาธิการ และบรรดาเลขานุการต่าง ๆ อยู่กันจำนวนมาก หลายท่านบอกว่า ในเมื่อออกมาแล้วก็ขอสัตตาหะกรณียะ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาหลายรอบ ซึ่งกระผม/อาตมภาพก็เห็นด้วย

    สักครู่หนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระเทพปริยัติโสภณ, ดร. (ปัญญา วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ. ๙) เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีก็มาถึง เมื่อท่านฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ก็มากำชับกำชากระผม/อาตมภาพว่า "ในเรื่องของการตรวจยกหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ต้นแบบงวดนี้ ถวายให้หลวงพ่อวัดท่าขนุนช่วยเป็นตัวแทนดำเนินการแทนผมด้วย เนื่องเพราะว่ากระผมต้องเตรียมถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ท่านจะนำพานักเรียนที่พระองค์ท่านเมตตาสั่งสอน มาชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกที่วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) และโดยเฉพาะทรงกำชับว่าขอให้ทุกอย่างเป็นไปโดยเรียบง่าย อย่าได้จัดการต้อนรับใหญ่โต เพราะอยากจะให้ทุกคนเห็นความเป็นธรรมชาติปกติ ของทางวัดใต้และชาวบ้านต่าง ๆ ด้วย"

    "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ผมก็ต้องอยู่ดูแลความเรียบร้อยและถวายการต้อนรับ จนกว่าพระองค์ท่านจะเสด็จกลับเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจึงจะได้ไปร่วมการตรวจโครงการยกหมู่บ้านศีล ๕ ต้นแบบต่อไป" ซึ่งกระผม/อาตมภาพพิจารณาแล้ว ก็น่าจะเป็นช่วงที่เข้าตรวจในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ หนกลาง จึงจะได้ไปทำหน้าที่อย่างเต็มที่อีกครั้งหนึ่ง

    กระผม/อาตมภาพนั้นต้องบอกว่ามีเวรมีกรรม ก็คืออยู่ในระดับอำเภอของตัวเอง หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอ พระครูวรกาญจนโชติ, ดร. ก็ให้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะอำเภออยู่เสมอ ครั้นมาถึงระดับจังหวัด พระเดชพระคุณพระเทพปริยัติโสภณ, ดร. ก็ให้ปฏิบัติหน้าที่แทนท่านอยู่เสมอ

    จนกระทั่งต้องไปกราบขอโทษบรรดาเจ้าคณะอำเภออาวุโส ซึ่งต้องนั่งอยู่ทางด้านหลังว่า "กราบขออภัยครับ ที่ต้องมานั่งด้านหน้าตามภาระหน้าที่" ซึ่งทุกท่านก็เข้าใจดี ส่วนใหญ่ก็อนุโมทนาด้วย เพราะว่าท่านไม่ได้เหนื่อยกับกระผม/อาตมภาพนั่นเอง..!

    จะว่าไปแล้ว ในเรื่องของการคณะสงฆ์และการพระพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งที่ต้องการบุคคลผู้เสียสละ ไม่ว่าจะเป็นการเสียสละเวลา เสียสละเงินทอง ตลอดจนกระทั่งเสียสละตนเอง ก็คือความเหนื่อยยากต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ของตนให้เต็มที่
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,960
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,225
    ค่าพลัง:
    +26,998
    เมื่อได้เวลา พระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีก็นำบูชาพระรัตนตรัย และให้โอวาทพิธีการเปิดประชุม ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สำคัญมาก เนื่องเพราะว่าเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล และรองเจ้าคณะตำบลนั้น คือผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ ซึ่งต้องดูแลบรรดาเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาสในพื้นที่ของตน

    สิ่งที่จะต้องทำเลยก็คือ ภาระสิ่งหนึ่งประการใดที่เจ้าอาวาสรับไม่ไหว ต้องรีบเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ชี้ช่องทางหรือว่าแบกรับแทนในทันที ถ้าสามารถกระทำได้ดังนั้น ตนเองก็จะกลายเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีแต่คนเชื่อถือ แล้วก็เคารพเชื่อฟัง บอกกล่าวอะไรก็มียินดีทำตาม แต่ถ้าหากว่าถึงเวลามีงานนิมนต์ก็ไป แต่พอเขาเดือดร้อนแล้วไม่สนใจ ถ้าลักษณะแบบนั้น เท่ากับว่าท่านทอดทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชา ถึงเวลาผู้ใต้บังคับบัญชาทอดทิ้งท่านก็ห้ามว่ากัน..!

    กระผม/อาตมภาพเองนั้นรับหน้าที่เจ้าคณะปกครองครั้งแรก ก็คือตำแหน่งเจ้าคณะตำบลชะแล เขต ๒ ซึ่งมีวัดและสำนักสงฆ์อยู่ในการดูแล ๕ วัด และ ๗ สำนักสงฆ์ อยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พูดง่าย ๆ ก็คืออยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่สามารถจะเสริมสร้างอะไรได้เลย เนื่องเพราะว่าจะผิดกฎระเบียบของทางป่าไม้เขาทั้งสิ้น ดังนั้น..เมื่อมีอะไรที่ต้องติดต่อกัน ก็จำเป็นที่ต้องวิ่งเข้าไปหาทีละวัด

    ครั้งแรกที่เข้าไปตรวจการณ์คณะสงฆ์ถึงวัดทุ่งเสือโทน หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าวัดคลิตี้บนนั้น หลวงพ่อไกโพ่ชาวกะเหรี่ยง ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ พอเข้าไปกราบรายงานตัว หลวงพ่อท่านถึงกับน้ำตาไหล ท่านบอกว่า "ผมเป็นเจ้าอาวาสมา ๒๓ ปีแล้ว เพิ่งได้เห็นหน้าเจ้าคณะตำบลในวันนี้เอง..!"

    หลังจากนั้น กระผม/อาตมภาพก็เวียนเข้าเวียนออก ไปเยี่ยมยามถามไถ่ทุกข์สุขในวัดทุกแห่ง สำนักสงฆ์ทุกแห่ง ทุกอาทิตย์ก็ต้องเข้าไปครั้งหนึ่ง ขาดเหลืออะไร พวกข้าวของเสบียงกรังก็หอบเข้าไปให้ ถ้าหากว่ามีการคณะสงฆ์อะไรที่ บรรดาเจ้าอาวาสจะต้องร่วมสละปัจจัยช่วยเหลือ กระผม/อาตมภาพก็จ่ายแทนทั้งหมด

    ทุกท่านอาจจะคิดว่าการช่วยเหลืองานคณะสงฆ์วัดละ ๕๐๐ บาทนั้นไม่มาก ขอบอกว่าไม่มากเฉพาะวัดซึ่งอยู่ในบริเวณที่เจริญเท่านั้น กระผม/อาตมภาพส่งลูกศิษย์ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธบริษัท ตอนแรกก็สงสัยว่า "มันจะอะไรกันนักหนาวะ ปีหนึ่งเปลี่ยนเจ้าอาวาส ๓ รูป ๔ รูป ?" พอส่งลูกศิษย์ของตนเองไปเป็นเจ้าอาวาสถึงได้รู้ เพราะว่า ๓ ปีผ่านไปมีกิจนิมนต์ครั้งเดียว ได้เงินมา ๑๐๐ บาท ลองคิดดูว่า ๓ ปีมีรายได้ ๑๐๐ บาท แล้วใครจะอยู่ได้บ้าง ?!

    ดังนั้น..การที่วัดท่าขนุนมีวัดและสำนักสงฆ์อยู่ในสังกัดมากขึ้นทุกที ก็เพราะว่ากระผม/อาตมภาพยินดีช่วยเหลือเจือจานบรรดาลูกศิษย์ ซึ่งไปอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อถึงเวลาขาดเหลือเสบียงกรังอะไร ก็มาเบิกจากคลังวัดท่าขนุนได้ ถ้าหากว่าต้องการใช้จ่ายอะไร แล้วบัญชีวัดไม่มีเงินเหลือ ก็สามารถที่จะมาขอจากทางวัดท่าขนุนได้

    ดังนั้น..บรรดาเจ้าคณะปกครองจึงมักจะบอกว่า "ลูกศิษย์หลวงพ่อเล็กมีความอดทน สามารถอยู่ในที่ที่คนอื่นเขาอยู่กันไม่ได้" แต่ความจริงไม่ใช่การอดทนเท่านั้น หากแต่ว่าเราซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คอยดูแลเจือจานอยู่เสมอด้วย จึงจะทำให้การคณะสงฆ์นั้นเป็นไปโดยง่าย
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,960
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,225
    ค่าพลัง:
    +26,998
    บางท่านไปเป็นเจ้าอาวาสแล้ว พอถึงเวลาออกพรรษาก็ลาออกจากเจ้าอาวาส หนีกลับมาอยู่วัดท่าขนุน กระนั้นก็ดี สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านทั้งหลายเอาระเบียบแบบอย่างของวัดท่าขนุนไปกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น การเจริญพระกรรมฐาน การออกบิณฑบาตทุกวัน ก็ทำให้ญาติโยมเลื่อมใสศรัทธา ถึงเวลาวัดมีงานประจำปี หรือว่างานเทศกาล ก็วิ่งกลับมาวัดท่าขนุน นิมนต์พระที่เคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในสถานที่นั้นไปทำบุญด้วย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจของเขาทั้งหลายเหล่านั้น เป็นต้น

    จึงทำให้เห็นชัดว่า ในเรื่องของการบังคับบัญชาคณะสงฆ์ในพื้นที่นั้น ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นเสาหลัก ต้านลม ต้านฝน ให้กับบรรดาเจ้าอาวาส ถึงเวลาต้องสามารถสนับสนุนทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสบียง เรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปงานคณะสงฆ์ หรือว่าค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือกิจการสงฆ์อื่น ๆ ตลอดจนกระทั่งด้านการศึกษา เหล่านี้เป็นต้น

    เมื่อพระเดชพระคุณพระเทพปริยัติโสภณ, ดร. ท่านให้โอวาทเสร็จแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ขออนุญาตลาท่าน ตลอดจนกระทั่งพระเดชพระคุณพระราชวิสุทธาภรณ์ (ทองดำ อิฏฺฐาสโภ ป.ธ. ๖) รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี วัดพระแท่นดงรัง วรวิหาร พระเดชพระคุณพระโสภณกาญจนาภรณ์ (ทอมสันต์ จนฺทสุวณฺโณ ป.ธ. ๔) รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) และท่านอาจารย์พระมหาวิสูตร วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ.๙, ดร. รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี วัดเทวสังฆาราม (พระอารามหลวง)

    ตลอดจนบรรดาเจ้าคณะอำเภอ และรองเจ้าคณะอำเภอทั้งหลาย เรียนบอกกับท่านทั้งหลายว่าขออนุญาตเดินทางก่อน เนื่องเพราะว่าพรุ่งนี้มีการตรวจหมู่บ้านศีล ๕ ที่จังหวัดลพบุรี อำเภอโคกสำโรง ซึ่งเป็นการตรวจภาคเช้าเสียด้วย จำเป็นที่ต้องไปทำหน้าที่แทนหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัด ทุกท่านก็อวยชัยให้พร ขอให้เดินทางด้วยความสะดวกทุกอย่าง

    กระผม/อาตมภาพจึงได้บอกกับบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาว่า "กระผมไม่เคยหนีงาน หากแต่ว่าขออนุญาตแล้ว ผู้บังคับบัญชาอนุญาตให้ไปได้อยู่เสมอ" การหนีงานถือว่าเป็นเรื่องเสียมารยาท ขนาดเราจะเข้าไปในบ้าน ยังต้องบอกเจ้าอาวาสก่อน นี่เราจะเดินทางไปไหนในระหว่างงาน ก็จำเป็นที่จะต้องเรียนบอกกันให้ชัดเจน ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างหนึ่งก็แล้วกัน จากนั้นก็ได้เดินทางเพื่อเตรียมตัวไปทำหน้าที่ทั้งส่วนของตนเอง และส่วนของเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีต่อไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...