ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียส่งอัฐิเจ้าชายนักรบยุคกลางไปยังแนวหน้ายูเครนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ

    ชิ้นส่วนอัฐิจากหัตถ์ขวาที่ใช้กวัดแกว่งดาบของเจ้าชายรัสเซียยุคกลาง ผู้เคยได้รับชัยชนะอันลือเลื่องเหนือชาวมองโกล ได้ถูกส่งไปยังแนวหน้าในยูเครนเพื่อปลุกขวัญและกำลังใจของทหาร ในการแสดงพลังสนับสนุนสงครามของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ครั้งล่าสุดโดยศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย

    หีบพระศพหินของเจ้าชาย ดมิทรี ดอนสกอย ผู้สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1389 และได้รับการยกย่องโดยกลุ่มชาตินิยมรัสเซียจากการเอาชนะกองทัพทองคำของมองโกลในยุทธการที่คูลิโคโว เมื่อปี ค.ศ. 1380 ถูกค้นพบเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ระหว่างงานบูรณะ ณ มหาวิหารอาร์คแองเจิล ในพระราชวังเครมลิน กรุงมอสโก

    ปูตินได้เข้าตรวจเยี่ยมพระอัฐิของเจ้าชายด้วยตนเองในเดือนสิงหาคม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง โดยเขายกย่องการค้นพบนี้ว่า เป็น "การค้นพบที่แปลกใหม่และน่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง" ซึ่งช่วยเสริมสร้างรากฐานประวัติศาสตร์รัสเซียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ซึ่งให้การสนับสนุนปูตินมาตลอดความขัดแย้ง ระบุว่าได้ส่งชิ้นส่วนพระหัตถ์ขวาของดอนสกอยไปยังโดเนตสก์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ภูมิภาคของยูเครนที่ปูตินอ้างว่าได้ผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในปี 2022 ท่ามกลางการปฏิเสธของเคียฟที่มองว่าเป็นการยึดครองดินแดนโดยผิดกฎหมาย

    สังฆราชแห่งมอสโกสังกัดศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ได้กล่าวถึงดอนสกอยว่าทรงเป็น "ผู้บัญชาการศักดิ์สิทธิ์" และระบุว่าส่วนหนึ่งของพระอัฐิได้ถูกส่งไปยังแนวหน้าเพื่อยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองกำลังรัสเซียอย่างมองไม่เห็น

    "ชิ้นส่วนพระหัตถ์ขวาของเจ้าชาย พระหัตถ์องค์เดียวกับที่ทรงกวัดแกว่งดาบ ณ ทุ่งคูลิโคโว ได้ถูกส่งไปยังแนวหน้าเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณและความกล้าหาญของเหล่าทหาร" แถลงการณ์ระบุ

    พระอัฐิธาตุซึ่งบรรจุอยู่ในผอบตกแต่งอย่างประณีตภายใต้กระจกนิรภัย จะถูกนำไปจัดแสดงแก่หน่วยรบรัสเซียตลอดแนวหน้าที่มีความยาวมากกว่า 1,000 กิโลเมตร

    ดอนสกอย ซึ่งชื่อของพระองค์เคยถูกนำไปใช้ตั้งเป็นชื่อกองทัพรถถังของสหภาพโซเวียตที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากศาสนจักรในสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับการประกาศให้เป็นนักบุญโดยศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซียในปี 1988

    การปลุกกระแสรักชาติ

    ความพยายามที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีในการใช้พระอัฐิเพื่อการประชาสัมพันธ์ และกระตุ้นความรักชาติกับขวัญกำลังใจ มีขึ้นล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะจัดขึ้นปลายเดือนนี้

    เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและศาสนจักรของรัสเซียได้นำเสนอการค้นพบนี้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ที่อาจช่วยให้กองกำลังรัสเซียได้รับชัยชนะในยูเครน ซึ่งขณะนี้สงครามอันยืดเยื้อได้เข้าสู่ปีที่ห้าแล้ว

    การนำพระอัฐิออกตระเวนยังมีขึ้นในขณะที่กองกำลังรัสเซียพยายามเข้าควบคุมภูมิภาคโดเนตสก์ทางตะวันออกของยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ และในขณะที่ความพยายามทางการทูตในการยุติสงครามยังคงไร้ความคืบหน้า

    พระอัฐิธาตุของดอนสกอยถูกอัญเชิญผ่านถนนสายต่างๆ ในกรุงมอสโกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขบวนแห่ออร์โธดอกซ์ที่ยิ่งใหญ่

    ในพิธี ณ อนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่สองในโดเนตสก์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เซอร์เก คิริเยนโก รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบเครมลินคนที่หนึ่ง ได้ร่วมกับเหล่าผู้บัญชาการทหารและผู้นำภูมิภาคที่แต่งตั้งโดยรัสเซีย จูบพระอัฐิธาตุและทำเครื่องหมายกางเขน ขณะที่นักบวชสวดอธิษฐาน

    "ทั้งบุคลากรทางทหารของเราและผู้คนที่อาศัยอยู่ในดอนบาส ต่างต้องการกำลังใจจากเบื้องบน ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า และพรจากเหล่านักบุญของเรา" เมโทรโพลิแทน วลาดิเมียร์ แห่งโดเนตสก์และมารีอูปอล พระผู้ใหญ่ที่ได้รับแต่งตั้งจากมอสโกระบุ โดยดอนบาสเป็นพื้นที่กว้างที่ครอบคลุมโดเนตสก์และลูฮันสก์ซึ่งอยู่ติดกัน ซึ่งรัสเซียควบคุมพื้นที่เอาไว้ได้เกือบทั้งหมด

    ในพื้นที่อื่น ๆ บรรดาผู้บัญชาการทหารได้นำเสนอพระอัฐิของดอนสกอยในฐานะหลักฐานที่แสดงว่าพระเจ้าทรงยืนอยู่ข้างรัสเซีย

    กระทรวงกลาโหมได้เผยแพร่วิดีโอเมื่อวันพุธ เป็นภาพทหารในภูมิภาคสเวิร์ดลอฟสก์เข้าร่วมพิธีทางศาสนา พร้อมถือรูปเคารพ และธงออร์โธดอกซ์ ควบคู่กับการสัมภาษณ์ผู้บัญชาการคนหนึ่งที่กล่าวว่าพระอัฐิธาตุนี้จะช่วยส่งเสริมชัยชนะของรัสเซีย

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักวิจารณ์ได้กล่าวหาศาสนจักรว่าละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติตามหลักศาสนาเพื่อเอาใจเครมลิน ทั้งยังตั้งคำถามว่า เหตุใดพระอัฐิของดอนสกอย ซึ่งเป็นที่รับรู้ตำแหน่งโดยทั่วไปมานานหลายทศวรรษ จึงเพิ่งถูกขุดค้นและนำมาสักการะในเวลานี้ หลังจากการประกาศให้ทรงเป็นนักบุญผ่านไปนานถึง 38 ปี

    "เมื่อเข้าสู่ปีที่ห้าของสงคราม ผู้นำศาสนจักรในมอสโกเริ่มตั้งคำถามว่า มีสิ่งใดอีกบ้างที่สามารถทำได้เพื่อแสดงการสนับสนุนสิ่งที่รัสเซียเรียกว่า 'ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร'" อเล็กซานเดอร์ ซาเนโมเน็ตส์ นักบวชออร์โธดอกซ์และนักประวัติศาสตร์ซึ่งอาศัยอยู่นอกรัสเซีย เขียนบันทึกให้กับศูนย์คาร์เนกี รัสเซีย ยูเรเซีย ซึ่งผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าวถูกรัสเซียระบุว่าเป็น "สายลับต่างชาติ"

    "ศาสนจักรได้ส่งนักบวชไปยังแนวหน้าแล้ว มีการกำหนดให้ทุกโบสถ์ต้องสวดอธิษฐานขอชัยชนะให้รัสเซีย และมีการอัญเชิญรูปเคารพขึ้นเครื่องบินผ่านเมืองต่างๆ รัฐที่พัวพันกับสงครามจะพยายามบีบบังคับให้ทุกสถาบัน ซึ่งรวมถึงสถาบันทางศาสนา เข้ามามีส่วนร่วมในสงครามนี้"

    ที่มา รอยเตอร์

    https://www.facebook.com/share/p/17fQDNTx9Q/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รมต.เขมรดิ้นแรง โบ้ยไทยจัดฉาก หลัง AOT-นักข่าวลงพื้นที่โอร์เสม็ดเห็นฐานสแกมเต็มตา
    .
    .
    MGR Online - เนธ เพียกตรา รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ได้ออกมาตั้งคำถามว่าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนและนักข่าวที่ไปเยือนพื้นที่โอร์เสม็ดในสัปดาห์นี้ว่าได้เห็นความจริงทั้งหมดในพื้นที่หรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำเสนอที่ถูกจัดการอย่างระมัดระวังของไทย
    .
    พนมเปญได้ยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กันยายน โดยกล่าวหาว่ากองทัพไทยได้ดำเนินกิจกรรมทางทหารในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา และละเมิดบูรณภาพดินแดนของประเทศ
    .
    “คำถามสำคัญคือ ผู้มาเยือนได้เห็นความจริงหรือไม่ หรือเห็นเพียงสิ่งที่พวกเขาได้รับอนุญาตให้เห็น?” เนธ เพียกตรา ตั้งคำถาม
    .
    ความเคลื่อนไหวของกัมพูชาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพันเอกโรเดริก ที การ์เซีย ผู้ช่วยทูตทหารฟิลิปปินส์ ที่เป็นหนึ่งในคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องจอม-โอร์เสม็ด กล่าวว่ามีข้อขัดแย้งกันระหว่างสิ่งที่เขาได้เห็นกับข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
    .
    เนธ เพียกตรา กล่าวอ้างว่าการเยี่ยมชมที่จัดขึ้นนั้นไม่สามารถถือเป็นการตรวจสอบที่เป็นอิสระได้ และยังตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้ควบคุมพื้นที่ดังกล่าว ใครเป็นผู้กำหนดเส้นทาง และใครเป็นผู้เลือกสถานที่ที่แสดงให้เห็น
    .
    เขากล่าวว่า ภาพของสถานที่ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฐานสแกม สถานีตำรวจปลอม หรือโรงพยาบาล ไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาต่อกัมพูชาได้ด้วยตัวมันเอง พร้อมกับเสริมว่า ข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมออนไลน์ควรได้รับการแก้ไขผ่านการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่การยึดครองทางทหาร
    .
    เขายังตั้งคำถามถึงท่าทีของไทยที่มีรายงานว่าไม่มีเจตนาที่จะยึดครองพื้นที่ แต่จะถอนกำลังออกไปต่อเมื่อปัญหาชายแดนได้รับการแก้ไขแล้ว
    .
    “ถ้าไม่มีการยึดครอง แล้วทำไมถึงพูดว่าถอนกำลัง?” เนธ เพียกตรา ตั้งคำถาม
    .
    “สถานที่สามารถควบคุมได้ การเยี่ยมชมสามารถจัดขึ้นได้ ฉากสามารถจัดขึ้นได้ แต่ความจริงไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามบทได้” เนธ เพียกตรา กล่าว.

    https://www.facebook.com/share/p/1HqpNrfT2r/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กต.กัมพูชาแถลงยินดีพร้อมประชุมคณะกรรมาธิการประนอมนัดแรกที่สิงคโปร์ หวังช่วยแก้ข้อพิพาท เปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งน้ำมัน-ก๊าซ
    .
    .
    MGR Online - สื่อมวลชนกัมพูชาหลายสำนักพร้อมใจตีข่าวคำแถลงของศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA) เกี่ยวกับการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมในกระบวนการประนอมระหว่างกัมพูชากับไทยภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2569 ที่สิงคโปร์
    .
    กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาได้แสดงความยินดีต่อการประชุมดังกล่าว โดยระบุว่าการประชุมที่จะเกิดขึ้นนี้เป็นก้าวสำคัญในกระบวนการสันติวิธีที่กัมพูชาเป็นผู้ริเริ่มเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลระหว่างสองประเทศ
    .
    กระทรวงฯ ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะนำโดยปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทน (Agent) และ ลำ เจีย รัฐมนตรีประจำสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งกัมพูชาในฐานะรองตัวแทน (Deputy Agent) พร้อมด้วยคณะผู้แทนและทีมกฎหมายของกัมพูชา
    .
    การกล่าวถ้อยแถลงเปิดการประชุมของทั้งสองฝ่าย จะมีขึ้นในวันที่ 15 กันยายน เวลา 8.00 น. ตามเวลากัมพูชา (9.00 น. ตามเวลาสิงคโปร์) โดยเปิดให้สาธารณชนเข้าร่วมรับฟังและมีการถ่ายทอดผ่านทางออนไลน์ในภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย โดยปรัก สุคน จะเป็นผู้กล่าวถ้อยแถลงเปิดในฝั่งกัมพูชา
    .
    กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในกระบวนการสันติที่กัมพูชาริเริ่มเพื่อแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างสองประเทศ และอ้างว่ากัมพูชาหันมาใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับหลังจากไทยยกเลิกกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่เคยตกลงกันไว้ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นกรอบที่ทั้งสองประเทศใช้ในการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมานานกว่า 2 ทศวรรษ
    .
    “การประชุมครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในกระบวนการสันติวิธีที่กัมพูชาเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างสองประเทศ” คำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุ
    .
    ทั้งนี้ การประนอมภาคบังคับภายใต้ภาคผนวก 5 ของ UNCLOS เป็นกระบวนการที่ไม่ใช่การตัดสินชี้ขาดทางคดีความ แต่เป็นกระบวนการที่คณะกรรมาธิการที่เป็นกลางจะเข้ามาช่วยคู่กรณีแสวงหาข้อตกลงร่วมกันอย่างสันติ
    .
    กัมพูชาอ้างว่ากลไกนี้เคยถูกนำมาใช้จนประสบความสำเร็จมาแล้วระหว่างติมอร์-เลสเต และออสเตรเลีย โดยกระบวนการประนอมนำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญากำหนดเขตแดนทางทะเลร่วมกันในปี 2561
    .
    กัมพูชายังแสดงความหวังอีกว่ากระบวนการดังกล่าวจะช่วยให้กัมพูชาและไทยบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและยั่งยืนในการแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลเช่นเดียวกัน และรวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศในช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค
    .
    “กัมพูชาเข้าร่วมกระบวนการนี้ด้วยความสุจริตใจและด้วยเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือ พร้อมทั้งมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในคณะกรรมาธิการประนอม” คำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ระบุ
    .
    กัมพูชายังระบุว่าข้อพิพาททางทะเลแยกออกจากประเด็นชายแดนทางบกของทั้งสองประเทศ กระบวนการประนอมที่จะเกิดขึ้นมุ่งเน้นไปที่การอ้างสิทธิทางทะเลที่แข่งขันกัน และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นกระบวนการเพื่อกำหนดอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่พิพาทตามแนวชายแดนทางบก.

    https://www.facebook.com/share/p/1Dg3mCADKK/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    East-West Pipeline อาจเสียหาย !!!

    มีข่าวท่อเชื่อมโยงน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกของซาอุดิอาระเบีย
    FB_IMG_1789086556580.jpg
    ถูกโจมตีจากกลุ่มฮูตี

    ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางซาอุดิอาระเบีย

    และยังไม่ทราบความเสียหาย

    ถ้าจริง น้ำมันของซาอุดิอาระเบียที่เคยหลีกมาจากช่องแคบ Hormuz บางส่วนจะหยุดชะงักลง

    ตลาดปรับตัวรับข่าวไปเรียบร้อย

    น้ำมัน Brent ที่ประมาณ 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรล !!!

    #OilPrices

    https://www.facebook.com/1000579456...HZNSKk8UhmGMzdueXcXkMxAFmetl/?mibextid=NOb6eG
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผ่าสมการ “ทำไมโลกตะวันตกถึงยอมรับรัสเซียไม่ได้?”: เมื่อภูมิศาสตร์กำหนดชะตากรรมการเมืองโลก

    หากเราเปิดแผนที่โลกในมุมมองจากขั้วโลกเหนือลงมา ภาพที่ปรากฏจะไม่ใช่เพียงประเทศที่ตั้งอยู่ขอบทวีป แต่คือจักรวรรดิทางภูมิศาสตร์ขนาด 17.1 ล้านตารางกิโลเมตร ที่ทอดตัวยาวตั้งแต่ทะเลบอลติกไปจนถึงช่องแคบเบริง รัสเซียครอบครองพื้นที่เกือบ 1 ใน 8 ของแผ่นดินโลก พร้อมทรัพยากรมหาศาลทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุยุทธศาสตร์

    คำถามที่นักวิเคราะห์การเมืองโลกพยายามหาคำตอบมาตลอดหลายทศวรรษคือ เหตุใดความสัมพันธ์ระหว่างโลกตะวันตกและรัสเซียจึงตกอยู่ในสภาวะ “ไม่เผาผี” อย่างยาวนาน แม้คำตอบกระแสหลักมักจะชี้ไปที่เรื่อง “ค่านิยม” ประชาธิปไตยปะทะอำนาจนิยม หรือเสรีนิยมปะทะสัจนิยมก็ตาม

    ทะลุมายาคติ “สงครามค่านิยม”

    หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ตรรกะเรื่องอุดมการณ์อาจเป็นเพียงฉากหน้า เพราะไม่ว่ารัสเซียจะเปลี่ยนระบอบการปกครองไปกี่ยุคสมัย ตะวันตกก็ยังคงใช้นโยบายปิดล้อม (Containment) มาโดยตลอด:

    -ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์: #ระบอบกษัตริย์ กษัตริย์ชาร์ที่อนุรักษนิยมที่สุดในยุโรป กลับถูกมหาอำนาจตะวันตกกดดันในสงครามไครเมีย

    -ยุคสหภาพโซเวียต: #ระบอบคอมมิวนิสต์ กลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักใน #สงครามเย็น

    -ยุคหลังโซเวียต (ทศวรรษ 1990): ในยุคบอริส เยลต์ซิน ที่รัสเซียพยายามเข้าหาตะวันตกถึงขั้นเปิดให้ตรวจสอบคลังอาวุธ และเคยเปรยถึงการเข้าร่วม NATO แต่คำขอเหล่านั้นกลับถูกปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

    -ยุคปัจจุบัน: รัฐบาลของวลาดิเมียร์ พูติน ก็ยังคงถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น

    พฤติกรรมที่ก้าวข้ามระบอบการปกครองถึง 4 ยุค สะท้อนว่าโจทย์ที่แท้จริงไม่ใช่เรื่อง “รัสเซียปกครองอย่างไร” แต่เป็น “รัสเซียตั้งอยู่ที่ไหนและมีขนาดใหญ่เพียงใด”

    ทฤษฎี Heartland: ปริศนา 100 ปีของภูมิรัฐศาสตร์

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 1904 Halford Mackinder นักภูมิศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้นำเสนอทฤษฎี "#Heartland" (หัวใจโลก) ซึ่งกลายเป็นรากฐานความคิดทางภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันตกมาจนถึงปัจจุบัน ทฤษฎีนี้ระบุว่า พื้นที่ใจกลางทวีปยูเรเซีย (ซึ่งก็คือที่ตั้งของ #รัสเซีย) คือ “หัวใจโลก” หากมีมหาอำนาจทางบกใดสามารถรวมทรัพยากรและควบคุมพื้นที่นี้ได้ อำนาจทางทะเลของตะวันตกจะหมดความหมายทันที

    นับแต่นั้นมา นักยุทธศาสตร์ระดับตำนานของ #สหรัฐฯ ทั้ง George Kennan หรือ Zbigniew Brzezinski ต่างดำเนินนโยบายบนกรอบความคิดเดียวกัน นั่นคือ “ต้องไม่ปล่อยให้เกิดมหาอำนาจเดี่ยวขึ้นมาครองแผ่นดินยูเรเซีย”

    30 ปีของการขยายตัว NATO กับวงล้อมที่กระชับเข้า

    หลังการล่มสลายของโซเวียต แม้จะเคยมีคำมั่นสัญญาในยุคปี 1990 ว่า #NATO จะไม่ขยายดินแดนไปทางตะวันออก แต่ในความเป็นจริง พันธมิตรทหารนี้กลับขยายสมาชิกจาก 16 เป็น 32 ประเทศ ประชิดพรมแดนรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับตะวันตก นี่คือขบวนการเลือกอย่างเสรีของประเทศอดีตบล็อกตะวันออก (เช่น โปแลนด์, เยอรมนีตะวันออก, เชกโกสโลวาเกีย, ฮังการี, โรมาเนีย และบัลแกเรีย) แต่สำหรับวอชิงตันในเชิงยุทธศาสตร์ NATO คือเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ในการปิดล้อมพื้นที่ Heartland ไม่ให้กลับมาผงาดขึ้นได้อีก

    ดุลอำนาจใหม่และทางสองแพร่ง

    แม้ปัจจุบันศักยภาพทางเศรษฐกิจของรัสเซียจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าในอดีตเมื่อเปรียบเทียบกับ GDP ของสหรัฐฯ หรือจีน แต่นานาประเทศก็พบว่า มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกว่า 18,000 รายการ ไม่สามารถลบล้างความจริงทางภูมิศาสตร์ได้ การที่รัสเซียสามารถเปลี่ยนทิศทางการส่งออกพลังงานไปยังเอเชีย และยังคงยึดกุมเส้นทางยุทธศาสตร์ในมหาสมุทรอาร์กติกไว้ได้ กำลังทำให้เกิดข้อถกเถียงในวอชิงตันว่า นโยบายการปิดล้อมแบบเดิมยังคงใช้ได้ผลหรือไม่

    ดังที่ #HenryKissinger เคยข้อสังเกตไว้ว่า “ตะวันตกไม่เคยรู้ชัดเจนว่าตนเองต้องการอะไรจากรัสเซีย รู้เพียงแค่อย่างเดียวคือ ไม่ต้องการเห็นรัสเซียที่แข็งแกร่ง (The West has never had a clear concept of what it ultimately wants from Russia, only what it wants to prevent.)”

    ตราบใดที่ตารางกิโลเมตรของรัสเซียยังคงวางทับอยู่บนใจกลางทวีปยูเรเซีย ความขัดแย้งนี้จะไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองชั่วคราว แต่เป็น “แรงเหวี่ยงทางภูมิศาสตร์” ที่จะอยู่คู่กับระเบียบโลกไปอีกยาวนาน

    #ChinaFocus
    https://www.facebook.com/share/p/1H8m9NGUSe/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ยุคพึ่งพาอเมริกาฝ่ายเดียวสิ้นสุดลงแล้ว”: สัญญาณปรับทิศทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงและต่างประเทศของเกาหลีใต้

    รายงานจากสื่อชั้นนำของเกาหลีใต้ (JoongAng Ilbo, KBS) ระบุถึงการสุนทรพจน์ครั้งสำคัญในรัฐสภาของ คิม มินซอก (Kim Min-seok) หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลี (Democratic Party) และอดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 โดยส่งสัญญาณช็อกวงการการเมืองด้วยการประกาศว่า “ยุคสมัยที่เกาหลีใต้จะมองแต่สหรัฐฯ ฝ่ายเดียวได้จบลงแล้ว” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสร้างจุดยืน “มหาอำนาจ” และเร่งเพิ่มศักยภาพการป้องกันประเทศด้วยตนเอง (Self-reliant Defense)

    1. สาระสำคัญของสุนทรพจน์และบทวิเคราะห์สถานการณ์

    -ความเป็นจริงใหม่ของพันธมิตร เกาหลีใต้-สหรัฐ: คิม มินซอก ชี้ว่า #สหรัฐฯ ในปัจจุบันตกอยู่ในภาวะความกังวลว่าจะถูกจีนแซงหน้า จึงปรับเปลี่ยนบทบาทจาก "พี่ใหญ่ผู้ใจดี" มาเป็น "คู่ค้าที่คำนึงแต่ผลประโยชน์ของฝ่ายตนทุกเม็ด" (transactional partner) รวมทั้งมีแนวโน้มจะยอมรับการถือครองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือให้เป็น "ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว" (fait accomplี)

    -การเตรียมรับมือความสัมพันธ์ เกาหลีเหนือ-สหรัฐ: เขาเตือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับ #เกาหลีเหนือ อาจกลับมาดีขึ้นอย่างกะทันหัน ผ่านยุทธศาสตร์ "แช่แข็งไว้ก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลัง" (Freeze first, resolve later) เกาหลีใต้จึงไม่สามารถฝากความมั่นคงไว้กับวอชิงตันฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป

    -ปรับเกณฑ์ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น: ในส่วนของความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น คิม มินซอก เน้นย้ำแนวทาง "#การทูตเชิงปฏิบัติ" (Pragmatism) โดยระบุว่าความรู้สึกต่อต้านและปมด้อยในอดีตเริ่มลดลง และสังคมเกาหลีใต้เริ่มยอมรับการร่วมมือกับญี่ปุ่นตามความเป็นจริงมากขึ้น

    2. ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล อี แจมยอง (Lee Jae-myung): “ผ่อนตามน้ำและยืมแรงผันวิกฤต”

    การกล่าวสุนทรพจน์ของหัวหน้าพรรครัฐบาลครั้งนี้ สอดคล้องอย่างแนบแน่นกับท่าทีของ ประธานาธิบดี อี แจมยอง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาระบุให้ลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้-สหรัฐ (รวมถึงการจบการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ก่อนกำหนดในเดือนสิงหาคม 2026):

    -กลยุทธ์ "หลิวลู่ลม" (เปลี่ยนประเด็นตามสถานการณ์): ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า ประธานาธิบดีอี แจมยอง ไม่ได้ยอมจำนนต่อสหรัฐฯ แต่ใช้โอกาสที่สหรัฐฯ ต้องการ "ลดภาระทางการทหาร" (Strategic Retrenchment) มาเป็นข้ออ้างในการ เร่งด่วนรับมอบอำนาจคุมการรบยามสงคราม (OPCON Transfer) และขยายอิสรภาพทางยุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้

    -ผลประโยชน์ร่วมชั่วคราว: แม้เป้าหมายของสหรัฐฯ คือการประหยัดงบประมาณ ส่วนเป้าหมายของเกาหลีใต้คือการพึ่งพาตนเอง แต่ทั้งสองฝ่ายกลับเดินไปในทิศทางเดียวกันโดยปริยาย

    สุนทรพจน์ความยาว 32 นาทีที่เอ่ยคำว่า "มหาอำนาจ" ถึง 10 ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า ดุลอำนาจในคาบสมุทรเกาหลีกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เกาหลีใต้กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุค Multipolar World ที่ไม่สามารถอิงแอบอยู่ใต้ร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้เพียงอย่างเดียว การดึงอำนาจการตัดสินใจทางทหารกลับมาอยู่ในมือตนเอง และการปรับท่าทีที่เป็นมิตรเชิงปฏิบัติต่อประเทศเพื่อนบ้าน (ทั้งจีนและญี่ปุ่น) จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่างประเทศเกาหลีใต้นับจากนี้

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1DD5aJQxh3/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “กระแสต่อต้านคนเชื้อสายอินเดียในสิงคโปร์” เมื่อภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรมเผชิญรอยร้าวครั้งใหญ่

    เหตุการณ์โคลนถล่มในเนปาล (กันยายน 2026) ที่มีพลเมืองสิงคโปร์เชื้อสายอินเดียสูญหาย 9 คน ได้กลายเป็นชนวนเหตุปะทุของ "กระแสสร้างความเกลียดชังและเหยียดเชื้อสายอินเดีย" (Anti-Indian Xenophobia) บนโลกออนไลน์ของ #สิงคโปร์ โดยปรากฏความคิดเห็นรุนแรงที่ปฏิเสธความเป็นพลเมือง การเรียกร้องให้ระงับการช่วยเหลือ รวมถึงการใช้คำเหยียดเชื้อชาติ ส่งผลให้ผู้นำระดับสูงของสิงคโปร์ ทั้งลี เซียนลุง, ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรี และเค. ชานมูกัม (K. Shanmugam รัฐมนตรีมหาดไทย) ต้องออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวและสั่งการให้ตำรวจเข้าตรวจสอบทันที

    1. สาระสำคัญของวิกฤตและชนวนเหตุเบื้องหลัง

    -ผลขาดทุนของ #สิงคโปร์แอร์ไลน์ส (SIA): กระแสความไม่พอใจก่อตัวสะสมมาตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม 2026 เมื่อ Financial Times รายงานผลการขาดทุนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์จากการลงทุนใน #AirIndia (ร่วมทุนกับ Tata Group) ประกอบกับข่าวลือเรื่องการอัดฉีดเงินทุนเพิ่ม ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการใช้เงินทุนรัฐ

    -ข้อสงสัยต่อการบริหารงานและเครือข่ายเส้นสาย: ความไม่พอใจลุกลามไปยัง Dilhan Pillay Sandrasegara ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Temasek (ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SIA) ซึ่งเป็นคนเชื้อสายอินเดีย โดยถูกโจมตีบนโลกออนไลน์อย่างรุนแรง ตลอดจนเกิดกระแสตั้งคำถามต่อกระบวนการรับพนักงานและนักศึกษาฝึกงานในองค์กรขนาดใหญ่ว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนเชื้อสายเดียวกันหรือไม่

    -การพุ่งเป้าประเด็นสถานะพลเมืองและอัตลักษณ์: เมื่อมีการเปิดเผยรายชื่อและภาพถ่ายผู้สูญหายในเนปาล จุดปะทุของอารมณ์บวกกับความขัดแย้งเรื่องนโยบายคนเข้าเมือง จึงถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของการโจมตีเรื่องชาติพันธุ์และอัตลักษณ์ความเป็นสิงคโปร์

    2. การตอบโต้จากภาครัฐและการรักษานโยบาย "พหุเผ่าพันธุ์" (Multiracialism)

    -การบังคับใช้กฎหมายและการลบเนื้อหา: กระทรวงการพัฒนาทางดิจิทัลและสารสนเทศ (MDDI) ออกคำสั่งให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียลบเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติ พร้อมทั้งเปิดการสอบสวนทางกฎหมายต่อผู้โพสต์ข้อความสร้างความเกลียดชัง

    -การปกป้องนโยบายความเท่าเทียม: นายกรัฐมนตรีหว่อง ย้ำเตือนว่าความเสถียรภาพของสิงคโปร์ตั้งอยู่บนการปฏิเสธความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา และการปล่อยให้ความอคติกลายเป็นเรื่องปกติคือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

    -ปัญหาสัดส่วนและการเมืองเชิงโครงสร้าง: ความตึงเครียดส่วนหนึ่งมาจากสัดส่วนของคนเชื้อสายอินเดียในตำแหน่งระดับสูงของภาครัฐ การเมือง และภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนสูงกว่าสัดส่วนประชากรจริง (ประชากรเชื้อสายอินเดียมีประมาณ 9% แต่มีสัดส่วนในคณะรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงในระดับที่เห็นได้ชัด) ซึ่งสร้างความกังวลด้านความมั่นคงทางอัตลักษณ์แก่กลุ่มประชากรส่วนใหญ่

    3. บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์

    เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า "#นโยบายพหุวัฒนธรรมของสิงคโปร์" (Singapore's Multiracial Model) กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากสภาวะความกดดันทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และอัตราการย้ายถิ่นฐานของแรงงานฝีมือดี การที่ภาครัฐเน้นการใช้อำนาจกฎหมายสกัดกั้นการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว โดยไม่แก้ไขความกังวลส่วนลึกของประชาชนเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและการแข่งขันในตลาดแรงงาน อาจส่งผลให้ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างลึกลงไปอีกในอนาคต

    #ChinaFocus #กระแสต่อต้านคนเชื้อสายอินเดีย

    Ref.: FT/CNA/SCMP
    https://www.facebook.com/share/p/1EuRP53bQR/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา เปิดเผยว่า รายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญร่วมระหว่างศูนย์มรดกโลก (WHC) และ ICOMOS เกี่ยวกับความเสียหายของปราสาทพระวิหารในกัมพูชา ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์ศูนย์มรดกโลกของ UNESCO แล้ว
    FB_IMG_1789087038899.jpg FB_IMG_1789087039966.jpg FB_IMG_1789087045563.jpg FB_IMG_1789087049036.jpg
    รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้น สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ของคณะผู้แทน UNESCO-ICOMOS ระหว่างวันที่ 1-6 มีนาคม 2026 เพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปะทะด้วยอาวุธของทหารจากฝั่งไทยในปี 2025 โดยเฉพาะิย่าางยิ่งในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

    ผลการประเมินพบความเสียหายเป็นวงกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ ความเป็นของแท้ดั้งเดิม และคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากลของปราสาทพระวิหาร รวมถึงความเสียหายต่อองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ลวดลายประดับตกแต่ง และจารึกต่าง ๆ ของปราสาทพระวิหาร

    กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาระบุว่า พบจุดที่ได้รับความเสียหายจำนวน 142 จุด จากการปะทะในเดือนกรกฎาคม 2025 และอีก 420 จุดจากการปะทะในเดือนธันวาคม 2025 รายงานดังกล่าวเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนในด้านการเก็บกู้วัตถุระเบิด การจัดทำเอกสารบันทึกข้อมูล การป้องกันโครงสร้าง และมาตรการอนุรักษ์ฉุกเฉิน เพื่อรักษาและปกป้องมรดกของปราสาทพระวิหาร

    รัฐบาลกัมพูชาขอยืนยันต่อสื่อว่า จะเอาเรื่องประเทศไทยให้ถึงที่สุด ต่อการทำลายปราสาทพระวิหารอันเป็นมรดกโลกที่น่ายกย่องของกัมพูชา

    #ปราสาทพระวิหาร #เขาพระวิหาร #ชายแดน
    #ชายแดนไทยกัมพูชา #มรดกโลก #กัมพูชา

    https://www.facebook.com/share/p/1CaoBjk7Np/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ระทึก! 8 ชีวิตหายกลางช่องแคบซุนดา 5 นักข่าวตามทำข่าว “อานักกรากาตัว” ยังไร้ร่องรอย

    11 กันยายน 2569 #อินโดนีเซีย เร่งค้นหา 8 คน ประกอบด้วย #นักข่าว 5 คน #ลูกเรือ 2 คน และ#ไกด์ 1 คน หลัง #สปีดโบ๊ต ที่พาคณะเดินทางจากท่าเรือ Pagedongan เมือง Carita จังหวัด Banten เดินทางไปทำข่าวการปะทุของ #ภูเขาไฟอานักกรากาตัว (Anak Krakatau) สูญหายใน #ช่องแคบซุนดา ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2569
    .
    คณะเดินทางออกจากฝั่งราว 14.00 น. ก่อนมีการส่งพิกัดครั้งสุดท้ายเวลา 14.42 น. และขาดการติดต่อในเวลาต่อมา โดยถึงวันที่ 10 กันยายน ทีมกู้ภัยยังไม่พบเรือหรือผู้สูญหายแม้แต่คนเดียว
    .
    รายงานของสื่ออินโดนีเซียระบุว่า กลุ่มนักข่าว ประกอบด้วยผู้สื่อข่าวจาก ANTARA, Merdeka, iNews และ Anadolu Agency รวมถึงช่างภาพอิสระ โดยมีรายงานว่าภาพภูเขาไฟที่พวกเขาบันทึกไว้ก่อนออกเดินทางหรือระหว่างภารกิจ กลายเป็นหนึ่งในหลักฐานสุดท้ายที่สะท้อนว่าคณะเดินทางเข้าใกล้พื้นที่ภูเขาไฟจริง
    .
    หลังได้รับแจ้งเหตุ Basarnas ประสานตำรวจ กองทัพเรือ และหน่วยกู้ภัยจากหลายพื้นที่เข้าค้นหา โดยขยายพื้นที่จากจุดสุดท้ายที่ตรวจพบไปยังบริเวณโดยรอบอานักกรากาตัว รวมถึงฝั่งช่องแคบซุนดาทั้งด้านชวาและสุมาตรา เนื่องจากกระแสน้ำ ลม และคลื่นอาจทำให้เรือเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมได้
    .
    เข้าสู่วันที่ 3 ของการค้นหา มีการระดมกำลังประมาณ 250 นาย และใช้เรือของกองทัพเรืออินโดนีเซีย 3 ลำ ร่วมกับเรือกู้ภัยและหน่วยงานอื่น ๆ ขณะที่การค้นหาถูกแบ่งเป็นหลายหน่วยปฏิบัติการเพื่อครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น
    .
    อุปสรรคสำคัญคือสภาพทะเลและสภาพอากาศ โดยตำรวจ Banten ระบุว่ามีลมแรงและคลื่นสูงประมาณ 1–2 เมตร ทำให้การค้นหาทางทะเลทำได้ยาก ขณะที่ Basarnas ต้องปรับพื้นที่ค้นหาตามทิศทางกระแสน้ำ คลื่น และลม
    .
    ความรุนแรงของการปะทุไม่ได้กระทบเฉพาะพื้นที่รอบภูเขาไฟ แต่ส่งผลต่อการคมนาคมในวงกว้าง เถ้าภูเขาไฟลอยสูงถึงประมาณ 15,000 เมตร หรือ 50,000 ฟุต ทำให้สนามบินหลายแห่งต้องหยุดให้บริการชั่วคราว และเที่ยวบินได้รับผลกระทบจำนวนมาก ก่อนสนามบินที่ปิดไปจะทยอยกลับมาเปิดให้บริการหลังทิศทางลมเปลี่ยนและเถ้าจางลง
    .
    เหตุเกิดขึ้นในช่วงที่อานักกรากาตัวมีการปะทุรุนแรงต่อเนื่อง โดยทางการยังคงระดับเตือนภัย Level III หรือ Siaga และห้ามเข้าใกล้บริเวณรอบปล่องในรัศมี 3 กิโลเมตร ขณะที่การปะทุยังส่งผลกระทบต่อการบินในอินโดนีเซียก่อนหน้านี้

    จนถึงวันที่ 11 กันยายน 2569 ภารกิจค้นหาเข้าสู่ช่วงสำคัญ ท่ามกลางความหวังที่จะพบร่องรอยของทั้ง 8 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งค้นหาแข่งกับเวลาและสภาพทะเลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
    .
    .
    #Thaitribune
    https://www.facebook.com/share/v/1GeanjUkNy/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำทะเลร้อนจัดที่สุดตั้งแต่บันทึกมา บ่งบอกว่าเอลนีโญหนนี้ระดับก็อดซิลล่าไมนัสซีโร่
    FB_IMG_1789088563356.jpg
    กราฟที่เห็นคืออุณหภูมิของผิวหน้าน้ำทะเลโลก เส้นสีเทายุ่งเหยิงคืออุณหภูมิน้ำในแต่ละปี

    กราฟเส้นประล่างคือเฉลี่ย 1982-2010 กราฟเส้นประบนคือเฉลี่ย 1991-2020

    จะเห็นว่าเส้นประบนสูงกว่าเส้นล่างอย่างเห็นได้ชัด หมายถึงทะเลร้อนขึ้นเรื่อยๆ จากผลของโลกร้อน

    คราวนี้มาดูเส้นเหลือง นั่นคือปีที่แล้ว 2025 โลกอยู่ในลานีญา แต่น้ำก็ยังร้อนกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา

    หมายถึงโลกร้อนโดยรวมทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว เพราะทะเลดูดซับความร้อนโลก 90%

    คราวนี้มาดูเส้นสีแดง กราฟโชว์พลังสูงสุด มากกว่าเส้นเหลืองปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด และยังชนะทุกเส้นเทา

    หมายถึงหนนี้น้ำร้อนที่สุดตั้งแต่บันทึกมา เพราะโลกร้อนหนักมาก

    ที่น่าสังเกตคือปรกติกราฟจะพีคเดือนมีนาคม-เมษายน (ดูเส้นประ/เส้นเหลือง) แต่หนนี้เดือนสิงหาคม/กันยายน กราฟเส้นแดงกลับเชิดหัวขึ้น เอาชนะช่วงมีนาเมษาที่ผ่านมา

    หมายถึงซูเปอร์เอลนีโญกำลังส่งผล กระชากอุณหภูมิน้ำทะเลขึ้นไปเรื่อยๆ

    ที่สำคัญคือกราฟเพิ่งเชิดหัวขึ้น ยังไม่พีคด้วยซ้ำ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ

    ปรกติเข้าฤดูหนาว อุณหภูมิน้ำทะเลจะต่ำลง หนนี้ก็น่าจะต่ำลงนิดหน่อย

    แต่ปีหน้าคือเผาจริง ! เพราะจะเข้าสู่พีคของน้ำทะเลในรอบปีในช่วงเดือนมีนาคม แต่เอลนีโญยังไม่จบ

    แทบทุกฝ่ายจึงคาดการณ์ใกล้เคียงกัน ปีหน้าจะเป็นปีที่น้ำทะเลร้อนสุดในประวัติศาสตร์ ยังอาจเป็นปีที่อากาศร้อนที่สุด

    สรุปง่ายๆ ให้เพื่อนธรณ์เข้าใจ ซูเปอร์เอลนีโญมาแน่และแรงแน่

    ฝนจะจบเร็วกว่าปรกติ หนาวอาจมาเร็วแต่ไม่หนาวเท่าปีก่อน

    จากนั้นเราจะเจอร้อนแล้งยาวนาน ตั้งแต่ต้นปีหน้าไปถึงกลางปี เตรียมรับมือกันไว้ได้

    จะมาอัปเดตเรื่อยๆ ให้เพื่อนธรณ์ครับ



    หมายเหตุ - ซูเปอร์เอลนีโญ ก็อดซิลล่าเอลนีโญ เป็นคำแบบไม่เป็นทางการ (ใช้กันทั่วโลก) หากเป็นทางการเราใช้ very strong ครับ
    https://www.facebook.com/share/p/19KeKKNbiT/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    BREAKING!! ดัชนีราคาผู้ผลิตของญี่ปุ่น (PPI) พุ่ง 7.6% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 7.4%

    และสูงสุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2023

    https://www.facebook.com/share/1ArtVfjPwK/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ราคาน้ำมันโลก ทะยานกว่า 6% หลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ดันเบรนท์ปิดที่ 107.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI แตะ 102.48 ดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

    https://www.facebook.com/share/1BZzLTCD49/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วนสุดขีด‼️‼️‼️จับตาอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ พันธบัตรอเมริกาอาจเสยสถิติบัดซบสุดตั้งแต่ 2007⚠️ลุ้นระทึก! บัดนี้ yield พันธบัตรอเมริกาอายุสิบปี (benchmark ของ bond โลก) จ่อทะลักถึงขีด 5%
    (*bond : พันธบัตร/หุ้นกู้ ยิ่ง yield สูง คือยิ่งราคาตก แปลว่า bond นั้นยิ่งไม่ดี)

    ตรงนี้สำคัญมาก ผวา!!!!!!!!!
    1.) ปัจจุบัน สถิติบัดซบในรอบ 3 ปี
    กล่าวคือ yield สูงสุดตั้งแต่ปลาย ต.ค. 2023
    พีก "ตุลาทมิฬ" ครานั้นที่ 4.988% ครับท่าน
    ซึ่งนาทีนี้ นาทีที่พิมพ์ มันหายใจรดต้นคอแล้ว‼️‼️‼️
    ไล่บี้มาถึง 4.971% ซี้ดดด️ซี้ดดด️ซี้ดดด️ เผ็ดจัดปลัดว้าก มันใกล้มากแล้วจริงๆ

    ล้มพีกนี้ได้เมื่อใด จะสะบัดไปสูงสุดในรอบ 16 ปีแห่งความอับเฉาเลย!!!!!
    (ย้ำว่า yield ยิ่งสูงคือ bond ยิ่งแย่)

    2.) ไอ้ 5% คือ psychological level ที่สำคัญมากกกกก
    (มาถึงขนาดนี้คงไม่ต้องอธิบายแล้วว่าสำคัญยังไง)
    โดยไม่ต้องมีเหตุผลกลใดอื่น คนที่พอมีประสบการณ์ในการเทรดอยู่บ้างจะเข้าใจกระจ่าง
    แตะ 5% เมื่อไหร่ มันสุ่มเสี่ยงเหลือเกิน จะ "ตลาดแตก" เอาได้! หวาดเสียว sentiment จะระเบิดเปิดเปิงเถิดเทิง!
    ไปวัดใจกันตรงนั้น (มันจะมีส่วนหนึ่ง ที่คาดว่าอาจเป็นปราการ "แนวต้าน" ใหญ่ก็ได้)
    ... ไม่อยากวัดเล้ย พับผ่าสิ

    ซึ่งคงไม่ต้องบอกซ้ำบอกย้ำอีกแล้วนะครับท่าน หาก yield พันธบัตรอเมริกาบรรลัยถึงปานนั้น แล้วมันจะถล่มครืนไปกระแทกอย่างอื่นๆ ขนาดไหน

    และยิ่งอย่าลืม⚠️นาทีนี้ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือนแล้ว!!!!!!
    ICE Brent ทะยานเหยียบ $108 แล้ว

    ภาพ "เงินเฟ้อ" น่าสยดสยองยิ่งนัก

    *****โดยทั่วไป bond yield สูงๆ มันก็สะท้อนภาพ "ต้นทุนการกู้ยืม" ของรัฐบาลที่หนักขึ้นๆ (ก็ของเอกชนด้วยแหละ มันยกไปด้วยกันทั้งตลาด)

    จับตาวันนี้ 5% ไม่ 5%
    ‼️‼️‼️
    https://www.facebook.com/share/p/1DWANDD4DG/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีรายงานเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ใกล้เมือง "เมดินา" (Medina) ตามแนวท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก (East-West oil pipeline) ของซาอุดีอาระเบีย
    FB_IMG_1789092871592.jpg FB_IMG_1789092874126.jpg FB_IMG_1789092875794.jpg
    ข้อมูลดาวเทียมแสดงให้เห็นความผิดปกติทางความร้อนขนาดใหญ่หลายจุดตามแนวท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียทางใต้ของเมืองเมดินา

    มีการตรวจพบสัญญาณความร้อนแยกกัน 6 จุด ตลอดเส้นทางท่อส่งน้ำมัน ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของซาอุดีอาระเบียในการขนส่งน้ำมันดิบไปยังยานบู (Yanbu) เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ

    แหล่งข่าวจากเยเมนรายงานว่า ตำแหน่งเพลิงไหม้คือสถานีน้ำมัน ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มและควบคุมแรงดันของท่อส่งน้ำมันตามแนวเส้นทางของท่อส่ง


    https://www.facebook.com/share/p/1QDyyPjs62/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เตือน!

    FB_IMG_1789099311266.jpg

    ข่าวล่าสุด : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 5.36% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก ข่าวล่าสุด : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 5.36% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก

    https://www.facebook.com/share/1DeYj9QTmU/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดุเดือด! การเงินสหรัฐกับญี่ปุ่น! ทำทุกอย่างเพื่อไม่ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย! การค้าแบบ Carry Trade ในญี่ปุ่นกำลังพังทลายอย่างเป็นทางการแล้ว

    ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคมเพิ่งประกาศออกมาที่ 5.4% สูงกว่าที่คาดไว้ ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) แตะ 4.6% ตัวเลขเดือนกรกฎาคมก็ถูกปรับขึ้นเช่นกัน นั่นแสดงว่าอัตราเงินเฟ้อในระดับค้าส่งยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่งทะลุ 4.9% แม้ว่า Scott Bessent จะซื้อพันธบัตรคืนหลายครั้งแล้วก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดตัวด้วยความสูญเสียอย่างหนัก

    อัตราดอกเบี้ยจำนอง สินเชื่อรถยนต์ การกู้ยืมของบริษัท... ทุกอย่างกำลังแพงขึ้นแบบเรียลไทม์ วอร์ริชจึงมีช่องว่างในการพยุงสถานการณ์น้อยลงไปอีก

    ส่วนที่ทำให้สถานการณ์จากแย่กลายเป็นอันตรายคือญี่ปุ่น

    Bessent ได้ทำทุกอย่างเพื่อป้องกันฝันร้ายแล้ว: ขายดอลลาร์และยูโรเพื่อซื้อเยน เตือนเฟดให้ขยายโครงการ FIMA ไปยังญี่ปุ่น ท้าทายเทรดเดอร์ให้ขายชอร์ตเยนโดยอ้างว่า "ตอนนี้ผมคือสภาผู้แทนราษฎร" และมีข้อมูลลับเกี่ยวกับธนาคารกลางญี่ปุ่นและผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่น

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ญี่ปุ่นไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงและขายพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ทิ้ง

    จากนั้นก็มีคำตอบที่น่าตกใจจาก @yutokanzakireal แห่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ออกมา:

    “พวกเขาบอกว่า เจ้ามือมักจะชนะเสมอ ครั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้แค่เดิมพันกับเจ้ามือ ญี่ปุ่นกำลังโค่นเจ้ามือทั้งหลัง ครั้งนี้ ระบบทั้งหมดกำลังถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม”

    นี่ไม่ใช่แค่ “เงินเฟ้อพุ่งสูง”

    นี่คือเงินเฟ้อสูง + วิกฤตพลังงาน + การคลังที่รุนแรง + การค้าเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในโลกเริ่มพังทลาย

    ข้อมูลทำให้เส้นทางนั้นมีความเป็นไปได้มากขึ้น มาตรการรองรับอาจไม่เพียงพอ
    https://www.facebook.com/share/v/19YHjuCwm5/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! ราคาดีเซลเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯ พุ่งแตะ $6.0556/แกลลอน หรือ 52.4 บาทต่อลิตรทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่รัฐ California ราคาพุ่งเข้าใกล้ $8/แกลลอน หรือ 69 บาทต่อลิตร
    FB_IMG_1789119760516.jpg
    นี่อาจกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อระลอกใหม่ เพราะดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ รถบรรทุก–ขนส่งสินค้า–การเกษตร–ก่อสร้าง–พลังงาน ไปจนถึงต้นทุนอาหาร

    วิกฤตพลังงานกำลังเพิ่มแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน
    Trump เผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพให้เร่งหาทางยุติสงคราม
    ขณะที่ FED อาจต้องพิจารณาดอกเบี้ยสูงขึ้น หากราคาพลังงานดันเงินเฟ้อกลับมาแรง

    เพราะ Diesel คือต้นทุนของทั้ง ขนส่ง อาหาร เกษตร และ Supply Chain — ราคาที่พุ่งขึ้นจึงมีโอกาสส่งผ่านไปยังราคาสินค้าทั่วเศรษฐกิจ

    https://www.facebook.com/share/1HE5UrudHi/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถึงวันนี้คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะหากคุณเชื่อในกราฟเทคนิค) น่าจะเห็นเหมือนกันแล้วนะครับว่า ทิศทางต่อจากนี้

    1. ราคาน้ำมันแพงขึ้น
    2. ดอกเบี้ยขาขึ้น

    เอาแค่ 2 เรื่องนี้พอ มันกำลังบอกอะไรเรา

    มันกำลังบอกเราว่า

    1. หลังจากนี้ disposable income (รายรับคงเหลือเพื่อจับจ่ายใช้สอย หลังจากหักรายจ่ายประจำ) ของคนทั่วไปจะลดลงอย่างมาก

    2. หนี้เสีย น่าจะเพิ่มขึ้น รถยนต์จะถูกยึดมากขึ้น บ้านมือสองจะมากขึ้น

    3. คนกู้เงินจะกู้ผ่านได้ยากมากขึ้นอีก หรือ คนที่กู้ได้แล้วอาจ ถูกลดวงเงินลง

    ใครเป็นเจ้าของกิจการ เตรียมรับมือผลกระทบไว้เลยนะครับ

    https://www.facebook.com/1380214932...Ug63w29JKoC4mZptizpRqKRrWHal/?mibextid=NOb6eG
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กลุ่มฮูตี สามารถควบคุมช่องเเคบ บับเอลมันดับ ได้เเล้ว รวมถึงเเนวชายฝั่งทางตะวันตกของเยเมนได้เกือบทั้งหมด

    ขณะที่กองกำลังโปรซาอุฯบางส่วนในเมืองตาอิสได้ล่าถอย โดยพยายามเข้าไปยังเมืองเอเดนซึ่งเป็นพื่นที่ควบคุมของกลุ่มเยเมนใต้ หรืออดีต STC (โปร UAE ที่ยุบกองกำลังไปเเล้วหลังถูกซาอุฯทิ้งระเบิดไปก่อนหน้านี้) จนเกิดการปะทะกัน เนื่องจากกลุ่มเยเมนใต้ไม่อนุญาตให้ทหารโปรซาอุฯเข้ามาในเมืองเอเดน

    การรุกคืบของกลุ่มฮูตียังไม่หยุดเพียงเท่านี้ มีรายงานว่าพวกเขาสามารถรุกคืบเข้าไปยังเมืองมาริบได้อีกด้วย

    สีเเดง กลุ่มฮูตี
    สีเทา โปรซาอุฯ
    สีฟ้า เยเมนใต้หรืออดีต STC

    #เยเมน #ซาอุดิอาระเบีย #OrbitWire

    https://www.facebook.com/share/1DfgqP5Bj7/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,553
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จากฮอร์มุซถึงบับอัลมันเดบ ทรัมป์กำลังเจอผลลัพธ์ที่แพงขึ้นทุกวัน เพราะเชื่อคำอิสราเอล เปิดสงครามกับอิหร่าน
    FB_IMG_1789135006425.jpg
    ตอนเริ่มสงคราม ทรัมป์อาจคิดง่ายๆ แบบสมการชั้นเดียวหนึ่งตัวแปร ว่าโจทย์มีแค่ “จัดการอิหร่าน” และคงจัดการได้ไม่ยาก แต่วันนี้คงรู้ซึ้งแล้วว่า “มันไม่ง่ายอย่างที่คิด” เมื่ออิหร่านเล่นเกมตอบโต้หลายชั้น จนจากเดิมที่คิดว่าจะจัดการอิหร่าน กลายเป็นต้องหันมาแก้สมการ “ราคาน้ำมัน” ที่นับวันยิ่งซับซ้อนกว่า "สมการลาปลาซ" เมื่อเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกกำลังถูกบีบพร้อมกันถึง 2 ด้าน ฮอร์มุซทางหนึ่ง และบับอัลมันเดบอีกทางหนึ่ง

    หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดสงครามโจมตีอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลกก็กลายเป็นจุดเสี่ยงทันที การเดินเรือและการส่งออกพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียได้รับแรงกดดัน ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นตามความเสี่ยงของสงคราม

    แต่ดูเหมือน ฮอร์มุซแห่งเดียวยังทำให้สมการของทรัมป์ซับซ้อนไม่พอ เพราะอีกฟากของคาบสมุทรอาหรับ ฮูตีกำลังรุกอย่างรวดเร็วตามชายฝั่งตะวันตกของเยเมน และล่าสุดประกาศว่าสามารถควบคุม ช่องแคบบับอัลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ประตูทางใต้ของทะเลแดง ซึ่งเชื่อมเส้นทางเดินเรือไปยังคลองสุเอซและยุโรป ขณะที่ อับดุลลาห์ อัล-ซาอาดี (Abdullah al-Saadi) ผู้แทนเยเมนประจำสหประชาชาติ เตือนว่า ฮูตีกำลังพยายามสร้าง “ความเป็นจริงใหม่” ในทะเลแดง และคุกคามเส้นทางเดินเรือด้วยการเข้าควบคุมช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้

    นั่นหมายความว่า “สมการราคาน้ำมัน” ของทรัมป์ไม่ได้มีตัวแปรแค่อิหร่านอีกต่อไป แต่กำลังเพิ่มทั้งฮอร์มุซ ฮูตี บับอัลมันเดบ เส้นทางเดินเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนขนส่งเข้ามาพร้อมกัน เพราะหากฮอร์มุซถูกกดดัน เรือบรรทุกน้ำมันยังพอมีเส้นทางอื่นให้ดิ้น แต่หากบับอัลมันเดบถูกบีบตามไปด้วย การดิ้นก็ยิ่งไกล แพง และเสี่ยงขึ้น และสุดท้ายต้นทุนทั้งหมดก็จะถูกบวกกลับเข้าไปในราคาพลังงานและราคาสินค้า

    แล้วใครกำลังปวดหัวที่สุด? ก็คงหนีไม่พ้นทรัมป์ เพราะน้ำมันแพงไม่ได้จบอยู่บนกราฟราคาน้ำมันดิบ แต่มันไหลตรงไปถึงราคาหน้าปั๊ม ค่าขนส่ง ราคาสินค้า เงินเฟ้อ และกระเป๋าของคนอเมริกัน ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หนีความรับผิดชอบทางการเมืองได้ยาก

    จากวันที่เชื่อคำอิสราเอลและเปิดสงคราม โดยคิดง่ายๆ ว่าอิหร่านก็คงไม่ต่างจากประเทศอื่นที่สหรัฐฯ เคยจัดการมาแบบง่ายๆ เหมือนสมการชั้นเดียวหนึ่งตัวแปร แต่อิหร่านแสดงให้เห็นแล้วว่า “คณิตศาสตร์ชั้นสูง” มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะแค่โจทย์ “ฮอร์มุซ” ทรัมป์ยังแก้ไม่เสร็จ ฮูตีก็โยน “บับอัลมันเดบ” เข้ามาเป็นตัวแปรใหม่อีกด้าน จากสมการที่คิดว่ามีคำตอบง่ายๆ วันนี้จึงมีตัวแปรเต็มกระดาน และทุกตัวกำลังบวกต้นทุนเข้าไปใน “ราคาน้ำมัน”

    สุดท้ายคำถามของทรัมป์จึงเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่คิดว่า “จะจัดการอิหร่านอย่างไร” กลายเป็น “จะทำอย่างไรให้น้ำมันถูกลง” โดยไม่ทำให้ฮอร์มุซเดือดกว่าเดิม และไม่ต้องเปิดแนวรบใหม่ไปจัดการฮูตีที่บับอัลมันเดบ จากโจทย์ที่คิดว่าจะจบง่ายๆ ด้วยการถล่มอิหร่าน วันนี้กลับกลายเป็นสมการที่ผลลัพธ์กำลังกลิ้งย้อนกลับมาหาทำเนียบขาว และคนที่ต้องนั่งแก้โจทย์นี้ ก็คือทรัมป์เอง

    “คนที่ต้องนั่งแก้โจทย์นี้ ก็คือทรัมป์เอง ที่ดันหลงเชื่อเนทันยาฮู จนพาตัวเองเข้ามาเล่นเกมยากครั้งนี้”

    ที่มา : Anadolu Agency, Reuters, Axios, CBS News

    https://www.facebook.com/share/p/1EkFw6Aq3U/
     

แชร์หน้านี้

Loading...