เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 16 ตุลาคม 2026 เวลา 19:37.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 2 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,278
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,278
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,278
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,278
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ที่กระผม/อาตมภาพหายไปครึ่งค่อนวัน ก็เพราะว่าไปขอเชงเก้นวีซ่าเข้ายุโรป เนื่องจากว่าปีหน้ามีคณะญาติโยมนิมนต์เดินทางไปด้วยกัน

    แต่ว่าคราวนี้การขอวีซ่านั้น ไปเจอเอกสารอยู่สองหน้ากระดาษ ที่เจ้าหน้าที่เขาให้เราจัดการ "ติ๊ก" เอาเองว่า เตรียมเอกสารอะไรมาบ้าง ? แล้วทั้งสองหน้ากระดาษก็คือภาษาอังกฤษล้วน ๆ..! ยังโชคดีที่ว่า
    กระผม/อาตมภาพอ่านรู้เรื่องอยู่บ้าง เล่นเอาผู้ติดต่อประสานงานโวยวายว่า ความจริงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เมื่อเช็คเอกสารแล้วว่าเรามีอะไรบ้าง แล้วเขาก็ต้องเป็นคน "ติ๊ก" ให้ แต่นี่เขาให้เราจัดการ "ติ๊ก" เอง แล้วเอาไปเช็คว่าตรงกันหรือเปล่า ?

    ส่วนตรงปากทางเข้า เนื่องจากว่าเป็นสถานทูตของหลายประเทศรวมกัน จึงมีการตรวจ
    กันเข้มงวดหน่อย แต่กระผม/อาตมภาพซึ่งพกมีดเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ผ่านเข้าไปหน้าตาเฉยเหมือนเดิม..!

    เรื่องพวกนี้ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่า หลายต่อหลายอย่างที่เราทำนั้น ต้องมีความมั่นใจเป็นพื้นฐาน ถ้าขาดความมั่นใจก็ไม่สามารถที่จะทำได้ โดยเฉพาะอยู่ในสถานการณ์ "หน้าสิ่วหน้าขวาน" ต้องไม่หวั่นไหวอะไรเลย เพราะว่าถ้ากำลังใจลดเมื่อไร ก็แปลว่าเรามีโอกาสพลาดได้ อย่างบรรดานักรบสมัยก่อน ที่ถือหอกถือดาบวิ่งเข้าประจัญบานกัน แค่
    เห็นอาวุธคนอื่นเขาแล้วใจเราเสียววาบ ก็แปลว่าเตรียมตัวตายได้ ของดีแค่ไหนก็กันไม่อยู่..!

    เรื่องพวกนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีประสบการณ์ ที่ทำให้เกิดความเชื่อถือ เกิดความมั่นใจ แล้วเราก็จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ไปเอง แต่บางครั้งก็เหมือนอย่างกับโดนแกล้ง อย่างเช่นตอน
    ที่กระผม/อาตมภาพเดินทางไปเนปาล ก็ใช้กำลังใจเท่าเดิม แต่เดินผ่านเครื่องตรวจแล้วเครื่องร้องเสียงดัง เจ้าหน้าที่เขาขอค้นตัว ซึ่งตอนนั้นกระผม/อาตมภาพยังพกเครื่องรางของขลังไปเพียบเลย ไม่เหมือนยุคนี้สมัยนี้ที่พกแค่ ๒ - ๓ ชิ้น ต้องล้วงเอาของสารพัดมาใส่ถาดให้เขา ซึ่งก็มีทั้งเลี่ยมทอง เลี่ยมสเตนเลส มีทั้งตะกรุดเนื้อเงิน มีทั้งตะกรุดทองแดง เจ้าหน้าที่ก็ยกเข้ายกออก ผ่านเครื่องตรวจอยู่ ๒ รอบ ๓ รอบ เสียงไม่ดังสักแอะ แต่พอตัวเดินผ่านกลับดังอีก..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,278
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,278
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ท้ายสุดควานไปควานมาก็เจอซองยาอม ซึ่งเป็นอะลูมิเนียมฟอยล์ ซึ่ง "พระครูวิโรจน์กาญจนเขต, รศ.ดร." เจ้าคณะตำบลบางขนุน เจ้าอาวาสวัดอุทยานในตอนนี้ ท่านถวายเอาไว้ให้ เพราะเห็นว่าเนปาลนั้นฝุ่นมาก กระผม/อาตมภาพอาจจะมีอาการเจ็บคอ อมไปจนเหลือแค่ ๒ เม็ด แต่ดันมาดัง พอเจ้าหน้าที่หยิบไป แค่ยื่นผ่านเครื่องก็ดังสนั่นเลย แล้วเขาก็ไม่สงสัยเลยว่า ไอ้ทั้งถาดที่ยกเข้ายกออกทำไมไม่ดัง ? เป็นเรื่องที่บ้าดีเหมือนกัน..!

    เพียงแต่ว่าระยะหลังนี้ ส่วนใหญ่การไปต่างประเทศ กระผม/อาตมภาพจะไม่ได้พกมีดหมอไปด้วย เพราะพระผู้ใหญ่ท่านบอกว่า "คุณอย่าไปทำให้คนอื่นเขาลำบาก ถ้าเคราะห์หามยามร้าย เครื่องดันดังขึ้นมา ต่อไปพระทั้งหมดก็จะเดือดร้อน เขาจะเหมาว่าบรรดานักบวชพวกนี้ชอบพกอาวุธ แล้วตรวจเข้มหนักขึ้นไปอีก"

    กระผม/อาตมภาพเลยต้องเลิกพกมีดหมอไปด้วย แต่ว่าบางประเทศอย่างจีน เขาตรวจแบบไม่ไว้หน้า ไม่สนใจว่าคุณจะเป็นนักบวชหรือจะเป็นคนธรรมดา หลายครั้งก็ถึงขนาดให้ถอดจีวร ถอดรองเท้า จนแทบไม่มีอะไรติดตัว เอาทุกอย่างผ่านเครื่องสแกนทั้งหมด

    เรื่องของการเดินทางไปต่างประเทศ จึงไม่ใช่อะไรที่จะทำเล่น ๆ วัตถุมงคลหลายอย่างที่ทำมาจากเขี้ยวงา หลายประเทศผิดกฎหมายและโทษหนักมาก เพราะว่าเขามีสนธิสัญญาระหว่างประเทศในการคุ้มครองพืชพันธุ์และสัตว์ต่าง ๆ ที่เรียกว่า "อนุสัญญาไซเตส"..!

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าใครมีวัตถุมงคลที่เป็นพวกเขี้ยวพวกงาต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องปลดออก ไม่เช่นนั้นแล้วถ้าวันไหนดวงเฮง ๆ เครื่องเกิดดังขึ้นมาก็เป็นเรื่อง แล้วในปัจจุบันนี้ หลายต่อหลายประเทศที่เจอมา อย่างเช่นมาเลเซีย ต่อให้ไม่ดัง เดินผ่านไปเขาก็ค้นทั้งตัว

    ส่วนที่ประเทศจีนนั้น ปกติถ้าวางกำลังใจระดับนี้เครื่องจะไม่ดัง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่กวาดเครื่องผ่านทีไรก็ดังทุกที แล้วเขาก็ขอค้นตัว กระผม/อาตมภาพก็ให้เขาค้นตัว เพียงแต่ว่าเขาไม่เจออะไร แต่เครื่องกวาดผ่านแล้วดังทุกที..!

    เมื่อผ่านไปแล้ว "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) บอกว่า "มันเป็นเทคนิคของเจ้าหน้าที่เขา ก็คือตอนกวาดเครื่องผ่านเรา เขาจะกดปุ่มให้เครื่องดัง เพื่อจะดูปฏิกิริยาว่าเราพกของผิดกฎหมายอะไรเข้าไปบ้าง ?" เรื่องพวกนี้ก็เลยกลายเป็นว่าบางทีเจ้าหน้าที่เขาก็เข้มงวด เพื่อที่จะดูว่าเราทำอะไรผิดกฎหมายหรือเปล่า ?
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,278
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,278
    ค่าพลัง:
    +27,030
    โดยเฉพาะตามที่ได้ยินมา ประเทศที่กระผม/อาตมภาพไม่อยากไปก็คือเกาหลีใต้ เพราะว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ มีญาติโยมให้ข้อมูลว่า ตม.เกาหลีใต้พูดไทยได้ทุกคน แต่เขาไม่ยอมพูดกับเรา หากแต่ว่าถามเป็นภาษาอังกฤษ ดีไม่ดีก็ถามเป็นภาษาเกาหลี แต่แอบดูปฏิกิริยาและฟังว่าพวกเราจะพูดอะไรกันเองบ้าง ?

    ส่วนที่โหดขนาดแทบจะจับแก้ผ้าจริง ๆ อีกประเทศหนึ่งก็คือออสเตรเลีย เพราะว่าสถิติคนไทยขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลียมากกว่าทุกชาติ จนกระทั่งเรามีรัฐมนตรีฉายาว่า "มันเป็นแป้ง" ดังนั้น..ถ้าหากว่าเป็นพาสปอร์ตไทยเมื่อไร ออสเตรเลียจะตรวจเข้มเป็นพิเศษ ถ้าสงสัยก็ถึงขนาดผ่ากระเป๋าเดินทางเลย..! แล้วเขาก็ไม่สนใจที่จะชดใช้อะไรเราอีกด้วย..!

    เรื่องของการเดินทางไปต่างประเทศ จึงเป็นอะไรที่เหมือนกับการผจญภัย แล้วขณะเดียวกัน ก็ทำให้กระผม/อาตมภาพต้องทรงกำลังใจอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเจออะไรบ้าง แต่ว่าถ้าจากประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมของตนเองในยุคแรก ๆ อย่างเช่นการเดินธุดงค์ครั้งแรก
    เมื่อเข้าไปในสถานที่อันตราย กำลังใจจะทรงตัวเองอัตโนมัติโดยไม่ต้องภาวนาเลย ทั้งวันทั้งคืนกำลังใจจะทรงอยู่ตลอด ไม่ต้องเสียเวลาไปบังคับเลย

    หลังจากที่อยู่ภายในนั้น ๕ วัน ๕ คืน วันที่ ๖ เดินทางออกมา ด้วยความที่ความจำแม่น เมื่อเดินทางออกมาถึงจุดนั้น ก็รู้ว่าเราเดินอีกประมาณครึ่งชั่วโมงจะถึงบ้านคนแล้ว กำลังใจที่ทรงตัวอยู่ตลอดคลายออกเองดื้อ ๆ..! คลายออกมาแบบไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่เอาอะไรทั้งนั้น เนื่องเพราะมีความรู้สึกว่าใกล้บ้านคน ปลอดภัยแล้ว แทนที่จะอยู่กับการภาวนา ก็ไปดูฟ้าดูดิน ดูบรรยากาศในป่าในเขา แล้วใจดันไปนึกถึงเพลงเก่า ๆ ที่เคยฟังมาสมัยวัยรุ่น เข้ากับบรรยากาศดีมาก จิตก็เลยไหลตามเนื้อเพลงไปเสียนี่..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,278
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,278
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ไม่รู้เหมือนกันว่ามีใครจ้องหาโอกาสอยู่ หรือตั้งใจจะสั่งสอน รู้แต่ว่ามีตีนหนัก ๆ ถีบเข้าเต็มหลัง ปลิวลงไปอยู่ในลำห้วย เปียกโชกหัวถึงเท้าเลย..! แล้วอากาศในป่าเดือนพฤศจิกายน หนาวขนาดไหนก็นึกเอาเอง..! เดินสั่นงั่ก ๆ ออกมา ผ้าผ่อนท่อนสไบไม่เหลือดีสักชิ้น เพราะว่าที่อยู่ในย่ามธุดงค์ก็กันอะไรไม่ได้..!

    พวกท่านที่เคยใช้ย่ามธุดงค์ก็รู้ว่า เราจะต้องเปิดก้นย่ามเพื่อให้ขาบาตรยื่นออกมา ตกลงไปในน้ำผ้าก็เปียกหมดเกลี้ยง ไม่เหลือสักชิ้น ได้แต่สมน้ำหน้าตัวเองว่า แค่นี้ก็รักษากำลังใจไม่ได้ หลุดออกไปตอนไหนก็ไม่รู้ ? สภาพแบบนี้ขอให้ทุกท่านระมัดระวังไว้ด้วย

    แม้แต่ "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" ท่านก็บอกว่า แม้แต่ตัวท่านเองก็เจอ ซักซ้อมสมาธิสมาบัติสามารถเข้าออกฌานทั้ง ๘ ได้คล่อง อย่างชนิดนึกเมื่อไรได้เมื่อนั้น แล้วพยายามรักษากำลังใจอยู่ในฌาน เพื่อให้กิเลสกินไม่ได้ ท่านบอกว่าขนาดเข้าสมาบัติ ๘ ทั้งวันทั้งคืนต่อเนื่องเป็นเดือน ๆ ไม่รู้ว่าวันนั้นสมาธิหลุดตอนไหน เหลือแต่อุปจารสมาธิเท่านั้น..!

    ท่านบอกว่าเหมือนอย่างกับบ้านหลังใหญ่ มีเสา ๘ ต้น แล้วอยู่ ๆ เสาก็หักหมด เหลืออยู่แค่ครึ่งต้น น้ำหนักบ้านที่ทับลงมาแทบจะทับตัวเองตาย
    ยิ่งอยากทรงสมาธิเหมือนเดิม ยิ่งตั้งหน้าตั้งตาภาวนาก็ยิ่งไม่ได้ เพราะว่าตัวอยากมาขวางอยู่ ก็คือขาดอุเบกขา เลยทรงฌานเหมือนเดิมไม่ได้

    ครูบาอาจารย์ระดับนั้นยังโดนมาเองแล้ว กระผม/อาตมภาพก็โดนมาเต็ม ๆ แล้วเหมือนกัน พวกท่านทั้งหลายจึงต้องระมัดระวังไว้ด้วย เพราะว่าถ้าเปิดโอกาสให้กิเลสตีกลับเมื่อไร สภาพจิตที่ผ่องใสของเรา ก็จะโดน รัก โลภ โกรธ หลง มาแบบเขื่อนแตก เพราะว่าส่วนใหญ่เราเก็บกดเอาไว้ ไม่สามารถที่จะชำระมันออกไปได้อย่างแท้จริง แล้วสมาธิเราก็จะพังไปนาน ยิ่งอยากได้คืนยิ่งไม่ได้ กลายเป็นบทเรียนซึ่งทุกท่านซึ่งมีประสบการณ์ตรงนี้ จำไปจนวันตายว่า เวลาจิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก สภาพแย่ยิ่งกว่าหมาเสียอีก กว่าจะตีคืนได้ก็เป็นอะไรที่ยากเย็นเข็ญใจสุด ๆ..!

    บุคคลที่โดนจนเข็ด จึงต้องตั้งหน้าตั้งตาประคับประคองกำลังใจของตนเอง ไม่ให้เผลอ ไม่ให้พลาด พวกเราส่วนใหญ่ไปเผลอตอนนอนหลับ
    สมาธิของเราถ้าหากว่าเวลาหิวมาก ๆ เหนื่อยมาก ๆ เจ็บไข้ได้ป่วย หรือเวลากิน เวลาดื่ม เวลานอน โอกาสที่จะเคลื่อนจะคลายออกไปเองมีสูงมาก ก็แปลว่าเราต้องระวังกันจนตัวลีบ ไม่ใช่ไปประมาทเอ้อระเหยลอยชาย แล้วจากสภาพจิตที่เป็นพรหม เป็นเทวดา ก็ตกลงไปกลายเป็นหมาดี ๆ นี่เอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...