เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 7 พฤศจิกายน 2026 เวลา 17:55.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,383
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,299
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,383
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,299
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพนำคณะญาติโยมภาวนาพระคาถาเงินล้าน ๑๐๘ จบ ที่ศาลาการเปรียญ วัดอุทยาน ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี โดยที่ "พระครูวิโรจน์กาญจนเขต, รศ.ดร." เจ้าคณะตำบลบางขนุน เจ้าอาวาสวัดอุทยาน เดินทางไปช่วยงานของ "ครูบาพันแสน" (เจ้าอธิการพันแสน อคฺคธมฺโม) เจ้าคณะตำบลปิงโค้ง เจ้าอาวาสวัดศิลาวาส (ปิงโค้ง) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ยังดีที่ว่าทางทีมงานวัดอุทยานก็ดี ทาง "คณะรวมใจภักดิ์" ของ "ท่านอาจารย์วิชชุ อารมณ์ดี" ก็ตาม สามารถที่จะจัดงานทุกอย่างให้เรียบร้อยลงตัวดีงามได้

    เพียงแต่ว่างานนี้มีการบวงสรวงใหญ่ เพื่อขออนุญาตสร้างสมเด็จองค์ปฐมประจำศาลาการเปรียญหลังนี้ แล้วโดยปกติ "พระครูวิโรจน์กาญจนเขต, รศ.ดร." ท่านจะมีวัตถุมงคลมาเข้าพิธีเสมอ แต่ว่าวันนี้ไม่มีวัตถุมงคล กระผม/อาตมภาพจึงได้น้อมจิตอัญเชิญบารมีพระ โดยเฉพาะองค์พระปัจเจกพุทธเจ้า เจ้าของพระคาถาเงินล้าน ให้ช่วยสงเคราะห์เสก "พระสมเด็จคำข้าวมหาลาภปลดหนี้แดนพุทธภูมิ" แทน พูดง่าย ๆ ว่าไหน ๆ ก็มีเครื่องบวงสรวงชุดใหญ่ครบชุดแล้ว ก็ต้องจัดไปอย่าให้เสีย ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับเสียของเปล่านั่นเอง..!

    ในการภาวนาพระคาถาเงินล้านนั้น ญาติโยมส่วนมากยังทำไม่ค่อยจะถูก ก็คือ ท่านที่มาร่วมพิธีก็ดี มาภาวนาก็ตาม เพราะหวังว่าจะรวย..! ซึ่งวิธีการภาวนาพระคาถาเงินล้านที่ถูกต้องนั้น กระผม/อาตมภาพได้บอกกล่าวไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ว่าท่านทั้งหลายก็ยังทำไม่ถูกไม่ต้องอยู่ดี จึงขอย้ำลงตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า

    ในขณะที่ท่านภาวนาพระคาถาเงินล้านนั้น ให้เอากำลังใจจดจ่ออยู่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งใจว่าพระคาถานี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พระองค์ท่านประทานมาให้ เรามีหน้าที่ภาวนาเพื่อรักษาสมบัติพ่อที่ดีที่สุดชิ้นนี้ไว้ ให้ปรากฏต่อลูกต่อหลานสืบไปในภายภาคหน้า แล้วก็ตั้งใจนึกถึงลมหายใจเข้าออก แล้วภาวนาไปเรื่อย ๆ

    โดยเฉพาะที่ภายหลัง กระผม/อาตมภาพกำหนดให้ภาวนาพระคาถาเงินล้านถึง ๑๐๘ จบ ก็เพราะว่าส่วนใหญ่วางกำลังใจผิด "อยากรวยจึงมาภาวนา" ตัวอยากนั้นเป็นกิเลส มีโลภะเจตนาเป็นตัวประกอบ ทำให้ตัดผลที่จะพึงได้ไปเสียหมด เพราะว่าจิตใจไม่สงบระงับอย่างแท้จริง

    คราวนี้จะให้ท่านทั้งหลายภาวนาโดยจิตใจสงบระงับ ถ้าไม่ใช่ฝึกฝนมาในระดับหนึ่งก็เป็นเรื่องยาก จึงกำหนดให้ภาวนาให้มากเข้าไว้ เพื่อให้กำลังใจค่อย ๆ เป็นสมาธิไปเอง
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,383
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,299
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ถ้าหากว่ากำลังใจของท่านเป็นอัปปนาสมาธิ ตั้งแต่ปฐมฌานหยาบขึ้นไป อำนาจของฌานจะไปกดกิเลส รัก โลภ โกรธ หลงต่าง ๆ ให้สงบลงชั่วคราว จิตใจจะประกอบด้วยอุเบกขา คือ ไม่รัก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง จึงทำให้ผลของการภาวนานั้นเป็นไปตามที่ครูบาอาจารย์ท่านต้องการ ก็คือ ภาวนาเพื่อสร้างกุศลใหญ่ให้กับตนเองเป็นหลัก หลังจากนั้นแล้ว ผลพลอยได้คือลาภผลต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงเครื่องประกอบการภาวนา เท่านั้น

    ก็แปลว่าอันดับแรกเลย การภาวนาพระคาถาเงินล้านให้ได้ผลนั้น ต้องไม่ภาวนาเพราะอยากรวย

    อันดับที่สอง วางกำลังใจว่าเรามีหน้าที่ภาวนา ผลจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ช่าง เราทำเพื่อรักษาสมบัติพ่อเอาไว้ให้ปรากฏต่อชาวโลก และต่อรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา

    อันดับต่อไปก็คือต้องมีการให้ทานเป็นปกติ เพราะว่าเครื่องอุปโภคบริโภคก็ดี หรือว่าความมั่งคั่งจากทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานมาจากทานบารมีทั้งสิ้น

    "หลวงพ่อฤๅษีฯ" วัดท่าซุงท่านแนะนำว่า
    ให้เราภาวนาแล้วหยอดกระปุกไว้ทุกวัน จะเป็นเงินสลึงหนึ่ง ๕๐ สตางค์ ๑ บาท หรือแล้วแต่ว่าท่านจะมีมากน้อยเท่าไร แต่ว่าให้ทำเอาไว้เป็น "ทุนรองรัง" ทุกวัน แม้แต่พระภิกษุสามเณร ท่านก็ให้คำแนะนำเอาไว้ว่า ถ้าเราไม่มีอะไรเลย อาหารบิณฑบาตของเรานั่นแหละ ก่อนที่จะตักคำแรกเข้าปาก ก็ให้ตั้งใจถวายทานก่อน ก็คือ ถวายต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรียกว่า "บูชาข้าวพระ" แล้วหลังจากนั้นก็ให้ตักข้าวของตนเองสักช้อนหนึ่ง ใส่ให้กับเพื่อนพระภิกษุที่อยู่ข้างเคียง ในลักษณะของการใส่บาตรเพื่อเป็นทานบารมีเฉพาะตัวของตน

    ถ้าอย่างนี้เท่ากับว่าเราสร้างพื้นฐานความร่ำรวยเอาไว้ด้วยอานิสงส์ของทาน แล้วหลังจากนั้นอำนาจของพระคาถาเงินล้านจึงจะมาประกอบเข้าไป ทำให้เกิดลาภผลแก่เราทั้งหลายได้ง่าย
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,383
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,299
    ค่าพลัง:
    +27,031
    การทำทานบารมีนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" ท่านบอกว่า "เหมือนอย่างกับเรากักน้ำไว้ในเขื่อน ถ้าหากว่าน้ำเต็มแล้ว ไม่มีการเปิดออก น้ำใหม่ก็ไหลเข้าไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการถ่ายเทน้ำออกไป ของใหม่จึงจะไหลเติมเข้ามา"

    นี่เป็นสิ่งที่ท่านสมมติภาพให้เราเห็นเท่านั้นว่า
    ถ้าต้องการสิ่งใหม่ ก็ควรที่จะสละสิ่งเก่าออกเสียก่อน ไม่ใช่ว่าพอน้ำเต็มเขื่อนแล้วไม่สามารถที่จะไหลเข้าได้ เพราะว่าโดยธรรมชาติแล้ว ถ้าเต็มน้ำแล้วก็จะล้นออกไปเอง แต่ในที่นี้ท่านปรารภเพื่อให้เราเห็นภาพที่ชัดเจน

    อันดับต่อไปก็คือต้องมีการกระทำที่จริงจัง สม่ำเสมอ ก็คือเคยทำเป็นจำนวนเท่าไรในการภาวนาแต่ละวัน ก็ให้ทำจำนวนเท่านั้นเป็นปกติ แล้วในขณะเดียวกัน ก็ต้องสร้างทานบารมีให้สม่ำเสมอเป็นปกติด้วย จนกระทั่งรู้สึกว่าวันไหนไม่ได้ทำแล้วไม่สบายใจ ก็แปลว่ากำลังใจของท่านเริ่มทรงตัวแล้ว

    โดยเฉพาะกระผม/อาตมภาพที่เคยทำมานั้น
    ในแต่ละวันจะมีจำนวนที่แน่นอนของตนเอง อย่างเช่นว่าภาวนาช่วงเช้า ๓๖ จบ ภาวนาช่วงกลางวัน ๓๖ จบ ภาวนาช่วงเย็น ๓๖ จบ จะได้ไม่เป็นภาระที่หนักจนเกินไป ส่วนเวลาที่เหลือนั้น เราถือว่าของเก่ามีเป็นทุนรองรังอยู่จำนวน ๑๐๘ จบแล้ว ที่เหลือก็คือแล้วแต่เราว่ามีเวลามากน้อยเท่าไร ก็ภาวนาไปตามที่ตนเองนึกได้

    พูดง่าย ๆ ว่าหาต้นทุนในวันนั้นได้ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่เหลือก็ถือว่าเป็นกำไร ในแต่ละวัน เราจะต้องมีต้นทุนที่ชัดเจน อย่างเช่นว่า ๙ จบ ๑๐ จบ เหล่านี้เป็นต้น

    ความจริงจังสม่ำเสมอนั้น แสดงออกซึ่งวิริยบารมีและสัจจบารมีของเรา ก็คือมีความเพียรเป็นปกติ มีความจริงจังแน่นอน ไม่คลอนคลายเป็นปกติ กำลังใจแบบนี้จึงเหมาะที่จะกระทำในเรื่องของพระคาถาต่าง ๆ ถ้าหากว่าทำบ้างทิ้งบ้าง ผลก็จะไม่เกิด เพราะว่าเราเองไม่จริงจังกับพระคาถา แล้วในขณะเดียวกัน ก็อาจจะโดนโทษปรามาสพระรัตนตรัยเข้าไปอีกด้วย..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,383
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,299
    ค่าพลัง:
    +27,031
    โดยเฉพาะในการภาวนาของเรานั้น ให้ตั้งใจว่า เราจะมีศีลทุกสิกขาบทที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ เราจะภาวนาพระคาถาเงินล้านนี้เพื่อรักษาสมบัติพ่อเอาไว้ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาภาวนา ทำตามกฎเกณฑ์กติกาไป ใครจะได้สมาธิสูง สมาธิต่ำอย่างไร ก็อยู่ที่ความปล่อยวางของแต่ละคน

    โดยเฉพาะท่านที่สมาธิเริ่มทรงตัว คำภาวนาก็จะหายไป ลมหายใจก็จะหายไป ท่านทั้งหลายต้องตั้งกำลังใจเอาไว้ด้วยว่า ถึงเวลาแล้วเป็นระยะเวลาเท่าไร ? หรือว่าภาวนาไปกี่จบ ? แล้วเราจะคลายกำลังใจออกมา ไม่เช่นนั้นก็อาจจะอยู่ในลักษณะที่ว่า เราภาวนาจนกระทั่งเลยเวลาไปเนิ่นนาน เพราะว่าสภาพจิตอยู่ภายในแล้ว ก็ไม่อยากที่จะคลายออกมาภายนอก

    ถ้าอยู่ในลักษณะแบบนี้ ท่านทั้งหลายไม่ต้องไปสนใจเรื่องของลมหายใจ ไม่ต้องไปสนใจคำภาวนา ถ้าสามารถระลึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี หรือว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า เจ้าของพระคาถาเงินล้านก็ดี ก็ให้ท่านตั้งใจนึกถึงภาพนั้นไว้ ถ้านึกไม่ได้ ก็กำหนดจิตรู้อยู่เฉย ๆ ว่า ตอนนี้เราไม่หายใจ ตอนนี้เราไม่ภาวนา อย่าไปดิ้นรนให้หลุดออกจากสภาวะนั้น แล้วในขณะเดียวกัน ก็อย่าพยายามเข้าไปสู่สภาวะนั้น

    เรามีหน้าที่ภาวนาของเรา จะเป็นแบบนั้นหรือไม่เป็นก็ตาม แล้วแต่เขาจะเป็นจะเกิดขึ้น เราไม่ได้มีหน้าที่ไปบังคับใคร พูดง่าย ๆ ว่ากำลังใจต้องมีอุเบกขา ปล่อยวางได้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะความอยากร่ำรวย อยากมีอยากได้ ถ้าใครทำเช่นนี้ได้ ก็จะสามารถใช้ผลของพระคาถาได้ หรือว่าพระคาถาปรากฏผลให้ ภายในการกระทำที่สม่ำเสมอ ไม่เกิน ๒ เดือน

    เรื่องนี้กระผม/อาตมภาพพิสูจน์ให้ทุกท่านเห็นอย่างชัดเจนมาแล้ว ไม่ว่าจะใช้เงินมากใช้เงินน้อยเท่าไร เงินจำนวนนั้นก็จะมีมาอยู่เสมอ และเกินเป็นจำนวนมาก ๆ ด้วย เกินทั้งข้าวของ เกินทั้งเงินทอง พูดง่าย ๆ ว่าแม้แต่ธนบัตรสด ๆ ก็ยังเกินมาต่อหน้าต่อตา ชนิดที่เรียกว่าแค่ขยับตัวก็มีเงินร่วงออกมาแล้ว..!

    บางทีพระที่ท่านอยู่ด้านข้างก็บอกว่า "หลวงพ่อทำเงินตก" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่ขอบอกขอบใจ เพราะไม่รู้จะบอกอย่างไรว่าเงินนั้นมาเอง แม้แต่การหล่อพระ หลังจากที่นับจำนวนทองคำแน่นอนแล้ว เมื่อทำการหล่อไป ก็ยังมีทองคำเหลือทีละหลาย ๆ บาท เป็นต้น

    จึงเป็นเรื่องอะไรที่ท่านทั้งหลายต้องทำจนกว่าจะเกิดผล โดยเฉพาะเมื่อเกิดผลแล้วอย่าไปอวดใคร เพราะว่าถ้าจิตของท่านตั้งใจจะอวด แปลว่าหลุดออกจาอุเบกขารมณ์ จะทำให้สิ่งที่บังเกิดนั้น หายไปเป็นระยะเวลานาน ๆ กว่าที่จะทำกำลังใจได้ใหม่ บางท่านก็ท้อไปเสียก่อนก็มี

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...